ออกอากาศ : วันที่ 18 มิถุนายน 2560  เวลา 13.50 น. (โดยประมาณ) ณ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7
เรื่อง: มารู้จัก...การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
บทคัดย่อ:

         การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT scan เป็นการตรวจหาโรคที่ให้ผลแม่นยำและนำไปสู่การรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจด้วยวิธีนี้ทำอย่างไร ตรวจอวัยวะใดได้บ้าง รศ.พญ.จิตรลัดดา วะศินรัตน์ ภาควิชารังสีวิทยา จะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่ะ

         การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อว่า CT scan เป็นการถ่ายภาพร่างกายของผู้ป่วยด้วยลำแสงเอกซ์ โดยฉายผ่านอวัยวะที่ต้องการตรวจ ซึ่งภาพที่ได้จะเป็นภาพในแนวตัดขวางของร่างกายและสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการตรวจนี้ ไปสร้างภาพในระนาบอื่นๆ เพิ่มเติม ทำให้เห็นรอยโรคได้ชัดเจนมากขึ้น และนำไปสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นแพทย์จึงนิยมใช้ CT scan เพื่อตรวจหารอยโรคในระยะเริ่มต้น ดูการกระจายของตัวโรค เพื่อวางแผนการรักษา รวมไปถึงใช้ตรวจติดตามหลังการรักษาด้วยค่ะ 

         เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT scan นี้ สามารถตรวจรอยโรคในอวัยวะได้เกือบทุกชนิด ตั้งแต่ สมอง ลำคอ ปอด ตับ อวัยวะต่างๆ ภายในช่องท้อง รวมถึง ต่อมน้ำเหลือง กระดูก และหลอดเลือด แต่ไม่สามารถตรวจเส้นประสาท และเอ็นของข้อต่อต่างๆ ได้ค่ะ

         การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT scan จะแตกต่างจากการตรวจเอกซเรย์ธรรมดา ตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจ โดยการตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT scan จะมีการนัดหมายการตรวจ เพราะมักมีการฉีดสารทึบรังสีร่วมด้วย โดยผู้ป่วยที่ต้องฉีดสารทึบรังสีต้องงดอาหาร อย่างน้อย 4 ชั่วโมง ก่อนทำการตรวจ เพื่อให้เห็นรายละเอียดของเนื้อเยื่อเป็นภาพ 3 มิติ และบอกความแตกต่างของความผิดปกติได้หลายพันระดับ จึงช่วยให้แพทย์อ่านความผิดปกติของอวัยวะนั้นๆ ได้ละเอียดและแม่นยำกว่า ซึ่งในการตรวจเอกซเรย์ธรรมดาจะไม่มี และการเอกซเรย์ธรรมดาจะให้ภาพแค่ 2 มิติ ไม่สามารถบอกความลึกได้ และ บอกความแตกต่างของความผิดปกติในภาพได้เพียง 5 ระดับค่ะ ส่วนการจะตรวจรอยโรคด้วยวิธีใดนั้น ขึ้นกับแพทย์ผู้ให้การรักษาจะเป็นผู้เลือกการตรวจที่เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้นๆ และรอยโรคนั้นๆ ค่ะ   

         การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT scan ก็มีข้อควรระวังนะค่ะ เนื่องจากการตรวจ CT scan ในหลายโรค จำเป็นต้องฉีดสารทึบรังสี ซึ่งสารทึบรังสีนี้จะไม่ใช้กับผู้ที่แพ้ไอโอดีน ผู้ที่เป็นโรคหอบหืดรุนแรง ผู้ที่เป็นโรคไต เพราะอาจมีอาการแพ้ได้ ถ้าแพ้เล็กน้อยอาจมีผื่นคันขึ้นตามใบหน้า ลำตัว ถ้ารุนแรงขึ้นอาจมีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าถึงขั้นรุนแรงมากอาจเกิดความดันโลหิตต่ำและช็อกเสียชีวิตได้ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมาข้างต้น แพทย์ก็จะฉีดยากันแพ้ให้ก่อนการตรวจหรืออาจใช้การตรวจด้วยวิธีอื่น เช่น อัลตราซาวด์ หรือ MRI แทนค่ะ

กลับสู่หน้ารายการโทรทัศน์พบหมอศิริราช