ออกอากาศ : วันที่ 16 มีนาคม 2556  เวลา 13.50 น. (โดยประมาณ) ณ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7
เรื่อง: มารู้จักโรคแบคทีเรียกินเนื้อ
บทคัดย่อ:

         โรคแบคทีเรียกินเนื้อ แค่ได้ยินชื่อ ก็สงสัยกันแล้ว ว่ามีด้วยหรือ มีจริงค่ะ เป็นโรคอะไร น่ากลัวขนาดไหน ผศ.พญ.จรัสศรี ฬียาพรรณ ภาควิชาตจวิทยา จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ค่ะ

โรคแบคทีเรียกินเนื้อ หรือที่เรียกชื่อภาษาอังกฤษว่า necrotizing fasciitis คือ การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังของระดับเนื้อเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดการอักเสบแบบมีเนื้อตายที่ผิวหนังตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้าถึงชั้นเนื้อเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือเป็นโรคเบาหวาน หรือเป็นโรคตับแข็งค่ะ 

         การติดเชื้อมักพบหลังการผ่าตัดหรือหลังประสบอุบัติเหตุทำให้เกิดแผลและสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้อแบคทีเรีย โดยเชื้อแบคทีเรียที่พบเป็นสาเหตุได้บ่อย ได้แก่ เชื้อสเตรปโตคอคคัสกรุ๊ปเอ ซึ่งบริเวณที่พบการติดเชื้อบ่อย ได้แก่ บริเวณขาและแขน 

อัตราการเสียชีวิตขึ้นอยู่กับโรคประจำตัวของผู้ป่วยและบริเวณของการติดเชื้อ ถ้าผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือเป็นโรคเบาหวาน หรือโรคตับแข็งจะทำให้มีความเสี่ยงสูงในติดเชื้อรวมถึงจะลุกลามอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น การติดเชื้อที่กว้างหรือลึกมากจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการเสียชีวิตที่มากขึ้น

ลักษณะอาการที่พบในระยะแรก คือ มีอาการเจ็บปวด บวม แดง ร้อนที่ผิวหนังอย่างมาก หลังจากนั้นอาการบวมแดงจะลามอย่างรวดเร็ว ในบางรายอาจมีตุ่มน้ำร่วมด้วย ต่อมาสีของผิวหนังจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงและมีเนื้อตายเกิดขึ้น เมื่อมีเนื้อตายเกิดขึ้นผู้ป่วยอาจมีอาการชามาแทนที่อาการเจ็บปวด และมักมีไข้สูงและมีการติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดร่วมด้วย ผู้ป่วยอาจมีภาวะช็อคและมีการทำงานที่ลดลงของอวัยวะต่างๆ เช่น ไต ตับ เป็นต้น

การวินิจฉัยและรักษาในระยะแรกของโรคจะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตและหายได้ ถ้ามีแผล อาการเจ็บปวด บวม แดง ร้อนที่ผิวหนัง หรือมีไข้ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาโดยทันที โดยผู้ป่วยโรคแบคทีเรียกินเนื้อส่วนใหญ่จำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งการรักษาหลัก คือ การใช้ยาต้านจุลชีพในรูปยาฉีดร่วมกับการผ่าตัด

โดยทั่วไปการดูแลป้องกันและระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุบาดแผลที่สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่สกปรก เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรค หรือถ้ามีแผลที่ผิวหนัง ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่สกปรก เพื่อป้องกันการรับเชื้อแบคทีเรีย แต่ถ้าสัมผัสหรือประสบอุบัติเหตุทำให้เกิดแผลควรล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือหรือยาฆ่าเชื้อทันที ไม่ควรบ่งด้วยเข็มหรือกรีดเปิดแผลด้วยตนเอง เนื่องจากอุปกรณ์ที่ไม่สะอาดจะส่งเสริมการติดเชื้อให้เพิ่มมากขึ้น และถ้ามีแผลบวมแดงอักเสบมากควรรีบไปพบแพทย์ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ โรคเบาหวาน โรคตับแข็ง มีความเสี่ยงสูงในการติดเชื้อต้องระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ

กลับสู่หน้ารายการโทรทัศน์พบหมอศิริราช