1. อีโบลาคืออะไร
1. เป็นไวรัสก่อโรคไข้เลือดออกรุนแรงในคนและลิง มีแหล่งอาศัยหลักที่ป่าดิบชื้นในทวีปแอฟริกา
2. ระบาดมาแล้วหลายครั้ง ขณะนี้มีการระบาดใหญ่ทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา
3. เชื่อว่าค้างคาวเป็นแหล่งเชื้อ (โดยไม่เป็นโรค) อาจมีสัตว์ชนิดอื่นอีก ยังไม่รู้ว่ามีพาหะนำโรคหรือไม่
4. เชื้อมีความสามารถก่อโรคสูง คนได้รับเชื้อเพียง 1 ตัว ก็เป็นโรคได้
5. เชื้อทำลายระบบภูมิคุ้มกันและระบบเลือดเป็นหลัก ต่อมาการทำงานอวัยวะต่างๆ จะล้มเหลว
2. ติดเชื้อจากที่ไหน
1. ติดจากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด น้ำเหลือง สารน้ำของคนและสัตว์ที่เป็นโรค
2. ติดต่อได้ง่ายจากคนสู่คน หากสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิต
3. เชื้อเข้าทางผิวหนังหรือเยื่อเมือกที่มีแผลหรือรอยถลอก รวมถึงโดนวัตถุมีคมที่มีเชื้อตำ
4. ไม่ติดต่อทางการหายใจ แต่ถ้าได้รับสารน้ำ/ละอองอากาศที่มีเชื้อเข้าทางเดินหายใจ ก็เป็นโรคได้
5. หากได้รับเชื้อ อัตราการเป็นโรคสูงมาก และมีอัตราตายมากกว่า 50%
3.จะรู้ว่าติดเชื้อเมื่อไร
1. อาการในระยะแรก จะแยกได้ยากจากโรคที่มีไข้สูงอื่นๆ เช่น มาลาเรีย ไทฟอยด์
2. หลังได้รับเชื้อเฉลี่ย 1-2 สัปดาห์จะมีไข้สูง ปวดหัว ปวดตามตัว อ่อนแรง คล้ายไข้หวัด
3. ต่อมาจะมีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ และผิวหนัง ระบบต่างๆ ล้มเหลว เสียชีวิตได้ใน 1-2 สัปดาห์
4. การยืนยันการวินิจฉัยโรคต้องอาศัยการตรวจในห้องแล็บ โดยตรวจหาเชื้อ หรือภูมิต้านทานต่อเชื้อ
5. การตรวจต้องทำในห้องแลปที่มีมาตรการความปลอดภัยสูงสุด (ระดับ 4) ซึ่งยังไม่มีในประเทศไทย
4.รู้จักเชื้อนี้ไปทำไม
1. ควรติดตามสถานการณ์อย่างมีสติ ไม่ต้องหวาดกลัว
2. ยังไม่เคยพบในประเทศไทย โอกาสที่จะพบโรคมีได้ แต่น้อย
3. ยังไม่มียารักษาจำเพาะ ไม่มีวัคซีนป้องกัน ต้องรักษาประคับประคองตามอาการ
4. ผู้ที่มีความเสี่ยงคือคนที่ใกล้ชิดสัมผัสผู้ป่วย เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ญาติ และคนทำศพ
5. ถ้ามีไข้สูงและสงสัยติดเชื้อ ต้องแจ้งแพทย์ว่ามีประวัติสัมผัสผู้ป่วยหรือเดินทางไปถิ่นระบาดหรือไม่
5. เราจะป้องกันอย่างไร
1. ยังไม่มีข้อห้ามในการเดินทางไปในถิ่นระบาด แต่ควรหลีกเลี่ยง
2. เมื่อยังไม่มีผู้ป่วย ใช้หลักการรักษาสุขอนามัย-รักษาความสะอาดทั่วไป
3. ถ้ามีผู้ป่วย/ผู้ที่อาจติดเชื้อ แพทย์จะแยกตัวผู้ป่วยทันทีและควบคุมการสัมผัสขั้นสูงสุด
4. ผู้ป่วยที่หายจากโรค จะมีเชื้อในเลือด น้ำเหลือง สารน้ำ ที่ยังแพร่ให้คนอื่นได้อีก 1-2 เดือน
5. เครื่องใช้ วัสดุ ที่สัมผัสกับผู้ป่วย ต้องทำลายหรือล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทันทีอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ด้วยความร้อน 60 ° C นาน 30 นาที, ต้มเดือด 5 นาที, อบด้วยรังสีแกมม่า/ยูวี หรือใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไป (เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรท์)
รวบรวมจากแหล่งข้อมูลอ้างอิงของ WHO
|