ออกอากาศ : วันที่ 25 สิงหาคม 2556  เวลา 13.50 น. (โดยประมาณ) ณ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7
เรื่อง: เรียนรู้และป้องกันโรคมือ เท้า ปาก
บทคัดย่อ:

          โรคระบาดที่พบได้ทุกปี โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน อัตราการระบาดของโรคมักสูงขึ้น นั่นคือ “โรคมือเท้าปาก”    ศ.พญ.กุลกัญญา  โชคไพบูลย์กิจ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์  เล่าว่า โรค มือ เท้า ปาก เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก อายุน้อยกว่า 5 ปี โดยปกติโรคนี้ไม่น่ากลัว และหายได้เองโดยไม่มีปัญหา วิธีสังเกตลักษณะเฉพาะของโรค คือ    มีแผลร้อนในในปากและมีตุ่มน้ำใสหรือผื่นขึ้นที่บริเวณฝ่ามือ  ฝ่าเท้า และอาจมีตามลำตัว บางรายอาจมีอาการท้องเสีย หรืออาการหวัดร่วมด้วย มักมีไข้ บางรายอาจไข้สูง ซึ่งโรคนี้มีโอกาสเกิดรุนแรงได้ แต่พบไม่บ่อย 

          สำหรับอาการของโรคมือ เท้า ปาก หลังจากได้รับเชื้อ 3-6 วัน เด็กจะเริ่มมีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย ต่อมาอีก 1-2 วัน จะเจ็บปากจนไม่อยากรับประทานอาหาร เนื่องจากมีแผลในปาก เหงือก เพดานปาก กระพุ้งแก้ม และที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า มักมีอาการมากอยู่ 2-3 วัน จากนั้นจะค่อยๆ ดีขึ้นจนหายเองภายใน 1 สัปดาห์ ส่วนใหญ่จะมีอาการไม่มาก แต่บางรายมีอาการมากจนรับประทานอาหารและน้ำไม่ได้ เกิดภาวะแห้งน้ำ ต้องมาให้น้ำเหลือ

          พ่อแม่ผู้ปกครอง สามารถสังเกตอาการของโรคมือเท้าปากได้ เช่น  ในระยะแรกที่มีไข้ เจ็บปาก  มีแผลในปาก มีผื่นขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า แผลในปากจะคล้ายแผลร้อนในที่เรียกว่า แอฟทัส จะแตกต่างกันตรงที่แผลร้อนในทั่วไปจะไม่มีไข้ มีเพียง 1-2 แผล และไม่มีผื่นตามมือและเท้า  ส่วนผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า อาจเป็นจุดแดงๆ หรือตุ่มน้ำใส ทำให้ดูคล้ายเป็นอีสุกอีใส ซึ่งถ้าเป็นอีสุกอีใสจะมีไข้และผื่นขึ้นตามตัวชัดเจน ผิดกับโรคมือ เท้า ปาก ที่จะมีผื่นตามตัวน้อยมาก จะมีผื่นเด่นที่ฝ่ามือ และฝ่าเท้า     

ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงพบน้อยมาก ประมาณ 1 ใน 5,000-10,000 ราย ได้แก่ ภาวะก้านสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะน้ำท่วมปอด ภาวะหายใจล้มเหลว และระบบไหลเวียนล้มเหลว ภาวะรุนแรงเหล่านี้อาจทำให้เสียชีวิตได้ จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถบอกได้ว่าผู้ป่วยรายใดจะมีภาวะรุนแรง จึงต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดในผู้ป่วยทุกราย หากมีอาการที่สงสัยว่าจะมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ได้แก่ อาการซึมมาก อาเจียน กระตุก ชัก เกร็ง ตาลอย หอบ หมดสติ ควรรีบพบแพทย์ทันทีก่อนจะสายเกินแก้

          การติดต่อหรือการแพร่ระบาดเกิดจากเชื้อเอนเตอโรไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคนี้ จะอยู่ในน้ำลาย น้ำมูก  อุจจาระ  น้ำในตุ่มพองหรือแผลของผู้ป่วย  เด็กอาจสัมผัสเชื้อโดยตรง   อาจติดมากับมือ  จากของเล่น  การไอ  จาม  การใช้ภาชนะในการรับประทานหรือดื่มร่วมกัน หรือติดผ่านมือผู้ดูแลกรณีที่เด็กได้รับการเลี้ยงอยู่ร่วมกัน ซึ่งจะติดต่อกันได้ง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย  และจะพบเชื้อในอุจจาระผู้ป่วยได้หลายสัปดาห์หลังจากที่เด็กเริ่มป่วย  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแยกผู้ป่วยเด็กไม่ให้อยู่ร่วมกับเด็กปกติ  และไม่ใช้ของเล่นร่วมกันก่อนจะทำความสะอาด

          โรคมือเท้าปาก ยังไม่มีวัคซีน แต่สามารถป้องกันได้  โดยแยกของเล่นที่อาจปนเปื้อนน้ำลาย เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กคนอื่นรับเชื้อจากการเอาเข้าปาก  หมั่นทำความสะอาดของเล่น และทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม สอนให้เด็กๆ ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและใช้ช้อนกลาง  รวมทั้งให้ผู้ที่ดูแลเด็กล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือช่วยเด็กเข้าห้องน้ำ  จะเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดค่ะ

กลับสู่หน้ารายการโทรทัศน์พบหมอศิริราช