ทีมนักวิจัยจากศิริราช ร่วมกับ กรมควบคุมโรค และ ม. เชียงใหม่ พัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคเท้าช้างสำเร็จเป็นแห่งแรกในไทย ได้ผลดี รู้ผลเร็ว ราคาถูก พร้อมลงนามความร่วมมือกับกรมควบคุมโรค ต่อยอดการวิจัยและฝึกอบรมบุคลากรด้านสาธารณสุข
วันนี้ ( 3 ส.ค. 52) เวลา 13.30 น. ทีมนักวิจัย นำโดย ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ร่วมกับสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค ก.สาธารณสุข และ ม.เชียงใหม่ ทำการวิจัยและพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคเท้าช้างสำเร็จเป็นแห่งแรกในไทย ได้ผลดี รู้ผลเร็ว ราคาถูก อันจะช่วยค้นหาผู้ป่วยให้ได้รับการรักษา ไม่แพร่เชื้อต่อไปและในที่สุดโรคเท้าช้างก็จะหมดไปจากประเทศไทย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ ก.สาธารณสุข โอกาสนี้ นพ.มล. สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ลงนามความร่วมมือกับ ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในการนำชุดตรวจสำเร็จรูปนี้ไปสู่ผู้ใช้งานรวมทั้งร่วมวิจัยต่อยอดและฝึกอบรมบุคลากรด้านสาธารณสุข
นพ.วิชัย สติมัย ผู้อำนวยการสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า โรคเท้าช้าง เป็นโรคที่ทำให้เกิดความพิการ ซึ่งก่อปัญหาทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในเขตร้อนและชิด เขตร้อน จากสถิติขององค์การอนามัยโลกพบว่า มีประชากร 120ล้านคนติดเชื้อโรคเท้าช้าง และ 40 ล้านคน เกิดความพิการทั่วโลก องค์การอนามัยโลกจึงได้จัดทำ โครงการกำจัดโรคเท้าช้างในแหล่งระบาดทั่วโลก ขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ว่าภายในปี 2563 โรคเท้าช้างจะถูกควบคุมและกำจัดให้หมดไปหรือจำกัดให้เหลือจำนวนผู้ติดเชื้อน้อยที่สุด
โรคเท้าช้างที่พบในไทย เกิดจากเชื้อพยาธิตัวกลม 2 ชนิด ชนิดที่ 1 คือ วูเชอเรอเรีย แบนครอฟไต (Wuchereria bancrofti) พบในจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดกับพม่า ชนิดที่ 2 ชื่อ บรูเกีย มาลาไย (Brugia malayi) พบทางภาคใต้ของไทย ซึ่งทั้งสองชนิดมียุงเป็นพาหะนำโรค โดยพยาธิจะไปเจริญเติบโตในระบบน้ำเหลือง ทำให้ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ ท่อน้ำเหลืองอุดตันเรื้อรัง ส่งผลให้แขน ขา หรืออวัยวะเพศบวมโต
ในปี 2540 ประเทศไทยได้ลงนามกับองค์การอนามัยโลกที่จะกำจัดโรคเท้าช้างให้หมดไปจากประเทศ โดยเริ่มดำเนินการในปี 2545 ซึ่งใช้มาตรการหลักคือ จ่ายยาฆ่าเชื้อโรคเท้าช้างให้ประชาชนที่อาศัยในแหล่งแพร่เชื้อทุกคนรับประทาน ควบคู่ไปกับการรักษาผู้ป่วยที่ตรวจพบเชื้อพยาธิในเลือดทุกราย ทำให้ไม่มีเชื้อพยาธิในเลือด พร้อมๆ กับมีการควบคุมโรคเท้าช้างในแรงงานต่างด้าวไม่ให้แพร่เชื้อสู่คนไทย แต่ปัญหาการแพร่ระบาดยังไม่หมดไป เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ในจังหวัดนราธิวาส เนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ อีกทั้งการเจาะเลือดเพื่อการตรวจวินิจฉัยหาพยาธิเท้าช้างระยะตัวอ่อนที่อยู่ในกระแสเลือดต้องทำในเวลากลางคืน จึงจะตรวจพบเชื้อ ทำให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปดำเนินการควบคุมโรคได้ไม่เต็มที่ ประกอบกับปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาขายแรงงานในประเทศเป็นจำนวนมาก จากการสุ่มสำรวจพบว่า แรงงานเหล่านี้มีอัตราการติดเชื้อ 2 - 5 %
รศ.ดร.สิริจิต วงศ์กำชัย หัวหน้าโครงการพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยโรคเท้าช้าง ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวว่า ชุดตรวจวินิจฉัยโรคเท้าช้างสำเร็จรูปนี้ได้รับความร่วมมือในการจัดเตรียมตัวพยาธิเท้าช้าง จาก ศ.เวช ชูโชติ ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ มาวิจัยพัฒนาชุดตรวจจนเป็นผลสำเร็จ ซึ่งใช้งานง่าย ได้ผลดี สามารถตรวจพบพยาธิในกระแสเลือดแม้จะมีจำนวนน้อยและราคาถูกกว่าต่างประเทศประมาณ 2 เท่า นอกจากนี้การตรวจยังใช้จำนวนเลือดเพียงเล็กน้อยจากปลายนิ้ว
ซึ่ง อสม.(อาสาสมัครสาธารณสุข) สามารถทำได้ และที่สำคัญคือ สามารถเจาะเลือดในเวลากลางวัน ไม่จำเป็นต้องออกเจาะเลือดในเวลากลางคืนเหมือนที่เคยทำ เหมาะกับการนำไปใช้ในพื้นที่ของนราธิวาสที่มีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งจะทำให้โครงการกำจัดโรคเท้าช้างในจังหวัดนี้บรรลุเป้าหมาย
ซึ่งผลิตภัณฑ์ชุดตรวจวินิจฉัยโรคเท้าช้างนี้จะเริ่มใช้ที่ศูนย์แห่งการเรียนรู้โรคติดต่อนำโดยแมลง โครงการงานควบคุมปราบปรามโรคติดต่อและการสาธารณสุข ศูนย์ศึกษาเพื่อการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาสเป็นแห่งแรก ซึ่งรับผิดชอบโดย นพ.สุวิช ธรรมปาโล ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ ๑๒ พร้อมๆ กับถ่ายทอดความรู้ในการตรวจแก่บุคลากรและเจ้าหน้าที่
ก้าวต่อไป รศ.ดร.สิริจิต กล่าวว่า ทีมวิจัยจะพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับโรคเท้าช้าง รวมไปถึงชุดตรวจวินิจฉัยโรคเท้าช้างแบบรวดเร็ว รู้ผลภายใน 5 นาที ตลอดจนโรคปรสิตอื่นๆ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่และการวิจัยต่อยอด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการควบคุมและกำจัด ตลอดจนเฝ้าระวังโรคเท้าช้างและโรคปรสิตอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชากรที่อาศัยในแหล่งระบาด อีกทั้งยังสามารถประหยัดงบประมาณในการนำเข้าชุดตรวจสำเร็จรูปจากต่างประเทศ และเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและพัฒนาศักยภาพของงานวิจัยของประเทศไทย เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง ซึ่งเป็นความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับประเทศไทยในขณะนี้






