คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ขอเชิญร่วมต้อนรับการมาเยือนของ
ผู้ได้รับ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2550
29 ม.ค.51
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ขอเชิญร่วมต้อนรับการมาเยือนของ
ผู้ได้รับ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2550
29 ม.ค.51
รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล เป็นรางวัลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้งขึ้น เพื่อถวายเป็นพระราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ในโอกาสจัดงานเฉลิมฉลอง 100 ปี แห่งการพระราชสมภพ 1 มกราคม 2535 โดยการดำเนินงานของมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน มอบรางวัลให้แก่บุคคลหรือองค์กรทั่วโลกที่มีผลงานดีเด่นเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ทางด้านการแพทย์ 1 รางวัล และการสาธารณสุข 1 รางวัล เป็นประจำทุกปีตลอดมา โดยผู้รับรางวัลจะได้รับประกาศนียบัตร เหรียญรางวัล และเงินรางวัลมูลค่า 50,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งพิธีมอบรางวัลฯ นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จฯ พระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลในวันที่ 30 มกราคม 2551 ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
โดยรางวัลดังกล่าวถือเป็นรางวัลระดับโลก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลเป็นผู้ริเริ่มเพื่อเฉลิมฉลองเกียรติในวโรกาสครบรอบ 100 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชชนก คณะฯได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ เชิญผู้รับพระราชทานรางวัลฯ มาเยือนและแสดงปาฐกถาเกียรติยศในผลงานที่ได้รับในวันอังคารที่ 29 มกราคม 2551 ณ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยมีกำหนดการในวันดังกล่าวดังนี้
เวลา 09.30 น. ผู้ได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลประจำปี 2550 เดินทางมาถึงโรงพยาบาลศิริราชโดยรถยนต์หลวง
- ผู้บริหารทางคณะฯ ให้การต้อนรับ ณ หน้าตึกอำนวยการ
- ถวายบังคมพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม
พระบรมราชชนก
- เยี่ยมชมห้องสมเด็จพระบรมราชชนก ตึกสยามินทร์ ชั้น 2
เวลา 10.45 น. Meet the Press ณ ห้องจุฬาภรณ์ ตึกสยามินทร์ ชั้น 2
คณะฯ เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน ณ ห้องประชุมคณะฯ ตึกอำนวยการชั้น 2
เวลา 13.30 น. บรรยายวิชาการ ณ หอประชุมราชแพทยาลัย
เวลา 15.30 น. เดินทางกลับโรงแรมโอเรียนเต็ลโดยรถยนต์หลวง
รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2550
สาขาการแพทย์
ศาสตราจารย์ ดร.อักเซล อูลล์ริช (Professor Dr. Axel Ullrich) ผู้อำนวยการสถาบันชีวเคมีมักซ์พลั้งค์ (Max Planck Institute of Biochemistry) สหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี
ศาสตราจารย์ ดร.อักเซล อูลล์ ริช เป็นผู้นำด้านการศึกษากลไกหลักของการเกิดเซลล์มะเร็ง และที่สำคัญเป็นผู้บุกเบิกการพัฒนาวิธีการรักษาโรคมะเร็งแบบมุ่งเป้า (Targeted cancer therapy) เป็นการเปิดศักราชใหม่ของการรักษาโรคมะเร็ง ที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากยารักษานี้
ไม่ส่งผลร้ายต่อเซลล์ปกติ ทำให้ผลข้างเคียงของการรักษาโรคมะเร็งลดลง
ศาสตราจารย์ ดร. อักเซล อูลล์ ริช ได้ค้นพบและศึกษาลักษณะทางอณูชีววิทยาของยีนมะเร็งในโรคมะเร็งเต้านม ที่เรียกว่า เฮอร์ 2 (HER2/c-erbB2) พบว่าผู้ป่วยที่มียีนนี้จะมีความรุนแรงของโรคสูงและ แพร่กระจายได้ง่าย ศาสตราจารย์ ดร. อักเซล อูลล์ ริช ได้สังเคราะห์แอนติบอดี้หรือโปรตีนต่อต้านเฮอร์ 2 ได้ ซึ่งได้ถูกนำไปพัฒนาเป็นยาใหม่ ที่เรียกว่า เฮอร์เซพติน หรือทราสตูซูแม็บ (Herceptin or Trastuzumab) และพบว่ายานี้สามารถใช้ได้ผลดีมากในผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมที่มียีนดังกล่าว ต่อมาผู้วิจัยกลุ่มอื่น ๆ ได้ใช้แนวทางที่คล้ายคลึงกันนี้ของ ศาสตราจารย์ ดร. อักเซล อูลล์ ริช ทำการศึกษาเป้าหมายจำเพาะของโรคมะเร็งอื่น ๆ และพยายามพัฒนาวิธีการรักษาแบบมุ่งเป้านี้ด้วย
มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในสตรี มีผู้ป่วยใหม่ประมาณปีละ 1.2 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตปีละมากกว่า 500,000 คน
ผลงานของ ศาสตราจารย์ ดร.อักเซล อูลล์ ริช ในการพัฒนาวิธีการรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า และยาต้านยีนมะเร็งเต้านม นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการรักษาโรคมะเร็งทั้งปวง และเป็นต้นแบบของการวิจัยและพัฒนาการรักษาโรคมะเร็งอื่น ๆ ก่อประโยชน์ต่อสุขภาพอนามัยของมวลมนุษย์หลายร้อยล้านคนทั่วโลก
สาขาการสาธารณสุข
ศาสตราจารย์นายแพทย์ เบซิล สจ๊วต เฮทเซล (Professor Basil Stuart Hetzel) ประธานเกียรติคุณ สภาการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีนนานาชาติ ประเทศออสเตรเลีย
ศาสตราจารย์นายแพทย์ เบซิล เฮทเซล เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจถึงผลของการขาดสารไอโอดีนที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์ โดยเฉพาะต่อการพัฒนาของสมอง รวมทั้งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการรณรงค์แก้ไขปัญหาโรคขาดสารไอโอดีนระดับโลก
ระหว่างปี พ.ศ.2519-2528 ศาสตราจารย์นายแพทย์ เบซิล เฮทเซล และคณะได้พิสูจน์ว่าการขาดสารไอโอดีนมีผลกระทบต่อการพัฒนาการของสมองและระบบประสาทส่วนกลาง พบว่าการขาดสารไอโอดีนอย่างรุนแรงในมารดาและทารกในครรภ์ทำให้เกิดโรคเอ๋อ คือมีสติปัญญาต่ำ, หูหนวก, เป็นใบ้, การทำงานของกล้ามเนื้อผิดปกติ เป็นความพิการอย่างถาวร โดยเด็กที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีการขาดสารไอโอดีนจะมีระดับเชาวน์ปัญญาหรือไอคิวต่ำกว่าเด็กวัยเดียวกันที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีสารไอโอดีนพอเพียงถึง 13.5 จุด ความพิการเหล่านี้สามารถป้องกันได้ด้วยการให้สารไอโอดีนให้พอเพียงแก่สตรีวัยเจริญพันธ์ก่อนที่จะตั้งครรภ์
ศาสตราจารย์นายแพทย์ เบซิล เฮทเซล ยังได้เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งและเป็นผู้อำนวยการคนแรกของสภาการควบคุมโรคขาดสารไอโอดีนนานาชาติ หรือ ICCIDD ผลักดันให้มีการใช้เกลือเสริมไอโอดีนอย่างเต็มรูปแบบในราว 100 ประเทศทั่วโลก ทั้งในการบริโภค อุตสาหกรรมอาหาร และในการปศุสัตว์อย่างเข้มแข็ง มีผลต่อพัฒนาการของประชากรโลกกว่า 2 พันล้านคน
ผลงานของ ศาสตราจารย์นายแพทย์ เบซิล เฮทเซล ที่ทำให้ความหมายของ โรคขาดสารไอโอดีน เป็นที่ยอมรับมากกว่าโรคคอพอก ตลอดจนการรณรงค์ป้องกันและแก้ไข โรคขาดสารไอโอดีนก่อให้เกิดคุณูปการอย่างใหญ่หลวงต่อเชาว์ปัญญาและสุขภาพอนามัยของประชากรจำนวนนับพันล้านคนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย
สาขาการสาธารณสุข
นายแพทย์ ซานดุ๊ก รูอิท (Dr. Sanduk Ruit) ผู้อำนวยการศูนย์จักษุทิลกานกา (Tilganga Eye Centre) กรุงกาฎมาณฑุ ประเทศเนปาล
นายแพทย์ ซานดุ๊ก รูอิท ได้พัฒนาวิธีการผ่าตัดต้อกระจกแบบที่ไม่ต้องเย็บ (suture-less operation) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง ใช้เวลาการผ่าตัดน้อย ทำให้สามารถรักษาผู้ป่วยต้อกระจกในพื้นที่ห่างไกลได้ จำนวนมาก นายแพทย์ ซานดุ๊ก รูอิท ยังมีบทบาทสำคัญในการ
พัฒนาการผลิตเลนส์ตาเทียม (intraocular lens) ซึ่งมีคุณภาพสูงขึ้นได้ในประเทศกำลังพัฒนา โดยเริ่มที่ประเทศเนปาล เลนส์ที่ผลิตขึ้นนี้มีราคาถูกกว่าเลนส์ตาเทียมที่นำเข้าถึง 50 เท่า ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถเข้าถึงการรักษาโดยวิธีการดังกล่าวได้
นายแพทย์ ซานดุ๊ก รูอิท ยังได้จัดตั้งหน่วยผ่าตัดตาเคลื่อนที่ทำการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยต้อกระจกในพื้นที่ห่างไกลของประเทศเนปาลและแถบเทือกเขาหิลามัย โดยพัฒนาวิธีการผ่าตัดที่มีประสิทธิภาพแต่สามารถทำได้ในหน่วยผ่าตัดเคลื่อนที่ ต่อมาได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ขยายหน่วยผ่าตัดตาเคลื่อนที่นี้ไปสู่ประเทศอื่น ๆ เช่น จีน อินเดีย บังคลาเทศ กัมพูชา เวียดนาม และเกาหลีเหนือ
นอกจากนี้ นายแพทย์ ซานดุ๊ก รูอิท และคณะ ยังได้ฝึกอบรมและถ่ายทอดวิธีการผ่าตัดและวิธีการจัดการนี้ให้แก่จักษุแพทย์ และบุคลากรจากประเทศต่าง ๆ กว่า 500 คน ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา จากทวีปเอเซีย อเมริกาเหนือ ยุโรป และออสเตรเลีย ซึ่งบุคลากรเหล่านี้ได้นำวิธีการนี้ไปรักษาผู้ป่วยโรคต้อกระจกแล้ว จำนวนมากกว่า 35 ล้านคนทั่วโลก
ผลงานของ นายแพทย์ ซานดุ๊ก รูอิท ซึ่งเป็นจักษุแพทย์ในประเทศกำลังพัฒนา ได้รับการยอมรับในระดับโลก เป็นผลงานการแก้ไขความผิดปกติทางสายตาให้แก่ผู้ป่วยต้อกระจกในประเทศยากจนจำนวนมากด้วยวิธีที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ ประหยัดค่าใช้จ่าย และสามารถทำได้แบบครบวงจร ทั้งในส่วนวิธีการผ่าตัด วัสดุทางการแพทย์ และระบบบริการทางสาธารณสุข ก่อประโยชน์ทั้งในด้านสุขภาพอนามัยและสุขภาพจิตของมวลมนุษย์หลายสิบล้านคนทั่วโลก
-------------------------------------------------------





