หวัดมรณะ
หวัดมรณะ
(โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง)
Severe acute respiratory syndrome: SARS
รศ.พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ
สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภ.กุมารเวชศาสตร์
Faculty of
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
เป็นที่จับตามองไปทั่วโลก สำหรับการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสปอดบวมสายพันธุ์ใหม่ ที่พวกเราเรียกว่า "หวัดมรณะ" หรือ "ซาร์ส" ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ประกาศรายชื่อประเทศที่เป็นพื้นที่การแพร่กระจายของโรค ประกอบด้วย
- ประเทศจีน (ปักกิ่ง กวางตุ้ง และ เซี่ยงไฮ้)
- ประเทศเวียดนาม (กรุงฮานอย)
- ประเทศสิงคโปร์
- ประเทศแคนาดา (โตรอนโต)
* ผู้ป่วยกว่าร้อยละ 90 อยู่ที่ประเทศจีน ฮ่องกง เวียดนาม และสิงคโปร์
สำหรับประเทศไทย แม้ขณะนี้จะมีชาวต่างชาติเข้ามาเสียชีวิตด้วยโรคหวัดมรณะ แต่ก็เป็นการติดเชื้อมาจากต่างประเทศ ซึ่งยืนยันได้ว่า ยังไม่มีการแพร่กระจายเชื้อในประเทศไทย
อาการที่สังเกตได้
1. มีไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียล
2. มีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ หายใจเร็ว หายใจลำบาก
3. เจ็บคอ เบื่ออาหาร และปวดกล้ามเนื้อ อาจจะมีอาการท้องเสียกับผื่นขึ้นร่วมด้วย
กลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหวัดมรณะ ( SARS )
1. ผู้ที่เดินทางไปในประเทศที่มีเชื้อ หวัดมรณะ ภายใน 14 วัน ก่อนเริ่มมีอาการป่วย
2. มีการสัมผัสอย่างใกล้ชิด กับผู้ที่มีผลการตรวจจากโรงพยาบาลว่ามีความน่าจะเป็น โรคหวัดมรณะนี้ เช่น อาศัยอยู่บ้านเดียวกัน ดูแลรักษาผู้ป่วย มีการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย ไอ จาม โดยตรง
ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่กระจาย และการดูแลรักษาตัวเราให้ปลอดภัยจากการติดเชื้อหวัดมรณะ จึงได้มีการออกมาตรการในการปฏิบัติ ดังนี้
สำหรับประชาชน
หากท่านหรือบุคคลในครอบครัวเพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสขนิดนี้ โปรดเก็บตัวอยู่ภายในบ้าน 14 วัน หลีกเลี่ยงการคลุกคลี หรือสัมผัสใกล้ชิดบุคคลในครอบครัว และควรรักษาความสะอาด โดยล้างมือด้วยสบู่ หรือใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์ 70 % เช็ดทำความสะอาด (หากท่านมีอาการเจ็บป่วย ให้รีบพบแพทย์โดยเร็ว และแจ้งให้แพทย์ทราบถึงประวัติการเดินทางด้วย)
***เชื้อไวรัสซาร์ส อยู่ในสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย และเสมหะ***
แนวทางปฏิบัติสำหรับโรงพยาบาล
1. แยกผู้ป่วยที่มีประวัติเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด 5 ประเทศ (ได้แก่ จีน ใต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ เมืองโตรอนโตประเทศแคนนาดา และเวียตนาม) หรือผู้ที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรค SARS ไปตรวจในห้องแยก ควรให้ผู้ป่วยที่สงสัยสวมหน้ากากอนามัยทันที
2. หากผู้ป่วยในข้อ 1 มีไข้ และอาการที่อาจเข้าได้กับโรค SARS (เช่นอาการเหมือนเป็นหวัด) จะได้รับการตรวจโดยแพทย์ ในสาขาโรคติดเชื้อ และถ่ายภาพรังสีทรวงอก และให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลในห้องแยกพิเศษ
3. บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย หรือสัมผัสผู้ป่วย หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ต้องสวมหน้ากากอนามัยที่เหมาะสม (แนะนำให้ใช้ N95 หรือ P100) สวมถุงมือ และใส่เสื้อกาวน์ ต้องถอดเปลี่ยนเสื้อกาวน์ และถุงมือ หลังดูแลผู้ป่วยแต่ละราย หลังถอดถุงมือ ต้องล้างมือหรือใช้ alcohol gel
4. อุปกรณ์ทางการแพทย์ทุกชนิดที่ใช้กับผู้ป่วยที่ทิ้งได้ต้องทิ้งในขยะติดเชื้อ ส่วนอุปกรณ์ที่ชนิดถาวร ต้องทำการฆ่าเชื้อ อย่างถูกวิธี
5. ผ้าทุกชนิดที่ใช้กับผู้ป่วยให้ทิ้งในถุงขยะติดเชื้อ มัดปากถุงให้แน่น แล้วใส่ในถุงผ้าที่มีเครื่องหมายกาชาดส่งงานบริการผ้า (ปฏิบัติตามแนวทางจัดการผ้าเปื้อน)
6. หากมีสารคัดหลั่งของผู้ป่วยปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม ให้ปฏิบัติตามแนวทางจัดการสารคัดหลั่งปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม
7. ไม่แนะนำญาติเข้าเยี่ยมผู้ป่วย การเข้าเยี่ยมผู้ป่วยในกรณีจำเป็นจริงๆ ญาติต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกายได้แก่หน้ากากอนามัย ถุงมือ และเสื้อกาวน์ด้วย
แม้ว่าขณะนี้ยังไม่มีการแพร่ระบาดในประเทศไทย แต่ก็ขอให้ทุกท่านอย่าประมาท ควรใส่ใจกับเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องนี้ และควรสังเกตบุคคลใกล้ตัวท่าน รวมทั้งตัวท่านหากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และหากพบความผิดปกติ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที และก่อนออกจากบ้านทุกครั้งก็ควรคาดผ้าปิดปาก-จมูก เพื่อป้องกันการรับเชื้อโรคจากสภาพแวดล้อม อีกทั้งยังลดการแพร่กระจายไปยังผู้อื่นอีกด้วยค่ะ
หากประชาชนมีความเข้าใจถูกต้องในเรื่องโรคไข้กาฬหลังแอ่น จะไม่ตระหนกกับการเกิดโรคกับผู้ป่วยบางรายจำนวนน้อยที่อาจเกิดขึ้นประปราย หากสัมผัสกับผู้ป่วย จะทราบแนวทางการป้องกันมิให้เกิดโรคขึ้นและหากมีอาการที่น่าสงสัย เช่น ไข้, ผื่น, ปวดศีรษะรุนแรง ควรรีบไปรับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์โดยเร็ว ด้วยแนวทางข้างต้นนี้จะช่วยให้ประชาชนปลอดจากโรคหรือช่วยลดความสูญเสียที่เกิดจากโรคไข้กาฬหลังแอ่นลงได้เป็นอย่างดี

