การสนับสนุนอุปกรณ์ใช้เก็บของเสียจากลำไส้ และระบบบริการผ่าตัดใส่รากฟันเทียมโดยใช้ผลิตภัณฑ์จากบัญชีนวัตกรรมไทย ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลงพื้นที่เพื่อศึกษาดูงานในหัวข้อ “การสนับสนุนอุปกรณ์ใช้เก็บของเสียจากลำไส้ และระบบบริการผ่าตัดใส่รากฟันเทียมโดยใช้ผลิตภัณฑ์จากบัญชีนวัตกรรมไทย ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ณ โรงพยาบาลยะลา จังหวัดยะลา โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และโรงพยาบาลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

วันที่ 17-19  กรกฎาคม พ.ศ. 2566 คณะนักวิจัยจากหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยนพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผู้แทนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผู้แทนจากกรมอามัย และผู้แทนจากศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS ลงพื้นที่เพื่อศึกษาดูงานการดำเนินงาน “การสนับสนุนอุปกรณ์ใช้เก็บของเสียจากลำไส้ และระบบบริการผ่าตัดใส่รากฟันเทียมโดยใช้ผลิตภัณฑ์จากบัญชีนวัตกรรมไทย ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ณ โรงพยาบาลยะลา จังหวัดยะลา โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และ โรงพยาบาลหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อนำข้อมูลมาถอดบทเรียนและพัฒนาแนวทางการติดตามและประเมินผลการใช้อุปกรณ์ใช้เก็บของเสียจากลำไส้และระบบการบริการรากฟันเทียม ซึ่งถือเป็นผลิตภัณฑ์จากบัญชีนวัตกรรมไทย ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 

ทั้งนี้ คณะนักวิจัยได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมสถาบันวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ (medical science research and innovation institute) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อศึกษาการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์ใช้เก็บของเสียจากลำไส้ ใช้เวลาคิดค้นและพัฒนาทั้งหมด 8 ปี มีแนวคิดจากต้องการเพิ่มมูลค่าจากยางพารา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ชุมชนที่ปลูกยางพารา เมื่อปี 2563 ได้รับการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย ขณะนี้อยู่ระหว่างบรรจุเข้าสู่ชุดสิทธิประโยชน์ภภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

โอกาสนี้ คณะนักวิจัยยังได้รับฟังประสบการณ์จากผู้ใช้งานทั้งฝั่งผู้ให้บริการและผู้รับบริการที่มีประสบการณ์ในการได้รับบริการผลิตภัณฑ์จากบัญชีนวัตกรรมไทย จากโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่ง และร่วมแลกเปลี่ยนซักถามประเด็นที่เป็นข้อห่วงกังวลในการให้บริการ พบว่า 

1) การสนับสนุนอุปกรณ์ใช้เก็บของเสียจากลำไส้ มีผู้ป่วยจะต้องมีการติดอุปกรณ์ใช้เก็บของเสียจากลำไส้ไว้ที่ตัวของผู้ป่วย มีเพียงประมาณ 10% ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด ในการให้บริการผู้ป่วยต้องเผชิญกับปัญหาในการดูแลตัวเองจากการใส่อุปกรณ์ใช้เก็บของเสียจากลำไส้ เนื่องมาจากความไม่เข้าใจขั้นตอนและการดูปลรักษาอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้มีการเบิกจ่ายวัสดุสิ้นเปลืองจำนวนมาก ซึ่งทำให้ผู้ให้บริการต้องมีการให้ความรู้ในการดูแลตัวเองกับผู้ป่วยหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของความสำเร็จในการให้บริการสิทธิประโยชน์จากนวัตกรรมไทย เพื่อทดแทนการนำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ จะเห็นได้ว่า ช่วงสถาณการณ์โควิด -19 ประเทศไทย ขาดความมั่นคงทางยาและด้านเครื่องมือแพทย์ หากมีการส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐหรือเอกชนจะเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคง รวมทั้งยังช่วยส่งเสริมเกษตรกร นักวิจัย และผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพของประเทศ และสามารถลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศได้ ซึ่งจากการถอดบทเรียนทั้ง 3 โรงพยาบาล สามารถสรุปข้อเสนอแนะเบื้องต้นที่ได้ ดังนี้

  1. การผลักดันสู่สังคม สร้างกระบวนการให้บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วยทวารเทียม สนับสนุนนวัตกรรมของไทยเพื่อให้เกิดการยอมรับและใช้ผลิตภัณฑ์ของคนไทย เช่น การจัดการอบรม (workshop) โดยสมาคมพยาบาลแผลออสโตมีและควบคุมการขับถ่าย ผู้ป่วยทวารเทียม (ostomate) และพยาบาลที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจต่อการใช้งานผลิตภัณฑ์โคลอสเม่ 
     
  2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ที่เข้มแข็ง กระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้ ควรจะมีการทำวิจัยเพื่อติดตามและประเมินผลการใช้ชุดอุปกรณ์รองรับสิ่งขับถ่ายจากทวารเทียม ด้วยการเก็บข้อมูลแบบติดตามเป็นระยะในกลุ่มผู้ป่วยทวารเทียม ที่มีประสบการณ์ใช้จริง และรายงานผลการศึกษาที่ค้นพบ ผลงานวิจัยจะช่วยสร้างความมั่นใจต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์และระบบบริการที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมไทยให้แก่ผู้ใช้งานมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลข้างต้นเป็นการสรุปบทเรียนในการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์บัญชีนวัตกรรมไทย จากประสบการณ์ของผู้ใช้ที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกที่ได้จากการใช้งาน ซึ่งยังไม่มีความเห็นรายประเด็นเปรียบเทียบกับยี่ห้ออื่นที่มีจำหน่ายในท้องตลาด โดยคณะผู้วิจัยอยู่ระหว่างการทำวิจัยเพื่อประเมินผลและติดตามการใช้ชุดอุปกรณ์บัญชีนวัตกรรมไทยต่อไป

2) บริการผ่าตัดใส่รากฟันเทียมโดยใช้ผลิตภัณฑ์จากบัญชีนวัตกรรมไทย โรงพยาบาลทั้ง 3 แห่งมีการให้บริการฝังรากฟันเทียมภายใต้โครงการ “ฟันเทียม รากฟันเทียม เฉลิมพระเกียรติในหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา” โดยให้บริการใส่ฟันเทียมทั้งปาก หรือเกือบทั้งปาก เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้ง 3 โรงพยาบาลสามารถดำเนินการให้บริการดังกล่าวได้ แต่นอกจากการให้บริการที่แผนกทันตกรรมแล้ว ยังโรงพยาบาลได้เป็นผู้สนับสนุนการให้บริการฝังรากฟันเทียมให้แก่โรงพยาบาลชุมชนภายในจังหวัดเดียวกัน เช่น การจัดอบรมเกี่ยวกับการให้บริการฝังรากฟันเทียมให้กับทันตแพทย์ เป็นต้น จากการให้บริการของโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่ง มีข้อสังเกตว่าการประชาสัมพันธ์บริการฝังรากฟันเทียมนั้นมีผลต่อจำนวนการเข้ารับบริการของผู้ป่วย 

ทั้งนี้ การสำรวจความพึงพอใจหลังจากใส่ฟันปลอมร่วมกับการใส่รากฟันเทียมพบว่าผู้ป่วยมีความพึงพอใจมาก อย่างไรก็ดียังมีโอกาสในการพัฒนาการจัดบริการหลายประการ เช่น ความครอบคลุมของสิทธิผู้ป่วยที่ยังไม่ครอบคลุมสิทธิข้าราชการและสิทธิประกันสังคม รวมไปถึงการพิจารณาเรื่องเครื่อง CT scan ฟันที่โรงพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของความสำเร็จในการให้บริการฝังรากฟันเทียม ผู้ให้บริการได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ประเด็นที่เป็นข้อห่วงกังวลในการให้บริการและการเบิกจ่ายอุปกรณ์รากฟันเทียม และอุปกรณ์ที่ต้องเปลี่ยนในช่วง 5 ปีแรกกรณีที่มีการชำรุด ซึ่งได้บทสรุปที่มีความชัดเจนว่าผู้ป่วยไม่ต้องชำระค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ผู้ให้บริการหรือโรงพยาบาลจะยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อ สปสช. เพื่อการเบิกจ่ายเป็นรายกรณีและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด