จากลุ่มน้ำยม-น่าน เชื่อมริมน้ำเจ้าพระยา สู่ฟูกูโอกะ เมื่อ ‘ศิริราช’ และ ‘พิจิตร’ ร่วมสร้างชีวิต 100 ปีที่มีคุณภาพ

ในวันที่สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่เส้นทางเดียวกับญี่ปุ่นเมื่อกว่า 30 ปีก่อน

คำถามสำคัญของระบบสุขภาพอาจไม่ใช่แค่ “เราจะดูแลผู้สูงอายุอย่างไร”

แต่คือ “จะทำอย่างไรให้พวกเขายังแข็งแรง ใช้ชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างมีความหมาย และมีคุณภาพชีวิตที่ดี”


 

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ เมืองฟูกูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล นำโดย ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีพร้อมคณะผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ และนโยบายสุขภาพ ได้เข้าพบ Ms. Yasuda Arase รองนายกเทศมนตรีเมืองฟูกูโอกะ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนาเมืองที่รองรับสังคมสูงวัยภายใต้โครงการ Fukuoka100 โดยได้รับความอนุเคราะห์และการสนับสนุนอย่างดียิ่งจาก นายโกศล สถิตธรรมจิตร กงสุลใหญ่ ณ เมืองฟูกูโอกะ

 

ความตั้งใจของการเดินทางในครั้งนี้คือการสร้าง “กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน” (Mutual Learning) ระหว่างเทศบาลเมืองฟูกูโอกะ จังหวัดพิจิตร และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยถอดบทเรียนจากแนวปฏิบัติของญี่ปุ่นในการออกแบบเมืองที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวัน (Inclusive Design) สำหรับคนทุกกลุ่ม อาทิ Fukuoka Dementia Friendly Center การออกแบบพื้นที่และป้ายสัญลักษณ์ที่เป็นมิตร พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องภาวะสมองเสื่อมแบบ Interactive  Mana House Special Care Nursing Home การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการยกระดับการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ Fukuoka City Citizen Welfare Plaza & Ezo College ศูนย์รวมนวัตกรรมและอุปกรณ์เพื่อคุณภาพชีวิตตามหลัก Universal Design

 

พร้อมกับการนำมุมมองและองค์ความรู้ระดับสากลที่ได้รับกลับมา “ย้อนมองคุณค่า" ของต้นทุนทางสังคมที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะพลังชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุของจังหวัดพิจิตร เพื่อนำมาผสานกับความรู้ และความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ของศิริราช สู่การพัฒนาโครงการ “พิจิตร 100” ให้ขับเคลื่อนเป็นพื้นที่ต้นแบบของสังคมผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ (healthy aging) ในบริบทประเทศไทย 

 

————————-

“ความท้าทายสำคัญของไทย คือการรวบรวมและบูรณาการฐานข้อมูลด้านสุขภาพของประชาชนแบบองค์รวม   เราจึงอยากมาเรียนรู้วิธีคิด และวิธีทำงานของฟูกูโอกะ แล้วนำมาปรับให้เหมาะสมกับไทย โดยเริ่มจากในระดับการให้บริการและการทำงานของศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุของศิริราชเอง  และต่อยอดสู่การวิจัยเชิงนโยบาย โดยใช้จังหวัดพิจิตรเป็นพื้นที่ต้นแบบ เพื่อสร้างระบบสุขภาพชุมชนที่เป็นมิตรและยั่งยืน”

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล
คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


 

นิยามกินดี อยู่ดี

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว”  น่าจะเป็นคำที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวพิจิตรอย่างเรียบง่ายที่สุด แหล่งน้ำธรรมชาติอย่างบึงสีไฟ และพื้นที่เกษตรกรรมในลุ่มน้ำยม–น่าน ซึ่งเอื้อต่อความอุดมสมบูรณ์ของอาหารท้องถิ่น ทั้งข้าวพันธุ์พื้นบ้าน ปลาน้ำจืดท้องถิ่น และพืชผักตามฤดูกาล ความหลากหลายและความสดใหม่เหล่านี้ จึงเป็น “ต้นทุนสุขภาพ” ที่อยู่ใกล้ตัว ทำให้การกินดีไม่ใช่เรื่องพิเศษ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน และเป็นรากฐานของ “ระบบนิเวศของชีวิต” (ecosystem for living) ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติอย่างแนบแน่น

 

วิถีชีวิตแบบเกษตรกรรมที่สงบ หรือที่หลายคนเรียกว่า slow life นั้นส่งผลให้พิจิตรมีผู้สูงอายุ ที่อายุยืนกว่า 100 ปีมากกว่า 200 คน ทว่าภายใต้ความสงบนั้น ยังมีความเปลี่ยนแปลงที่ซ่อนอยู่ เมื่อคนวัยแรงงานย้ายเข้าสู่เมืองใหญ่เพื่อโอกาสทางเศรษฐกิจ ครอบครัวขยายค่อยๆ หดตัว อัตราการเกิดลดลง ปรากฏการณ์ Generation ที่หายไป (The Missing Generation) ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องใช้ชีวิตด้วยตัวเองมากขึ้น จะเห็นได้จากสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงเกือบ 30% ของประชากรทั้งจังหวัด

 

แต่ท่ามกลางความท้าทายนี้ สิ่งที่ยังเห็นได้ชัดในพิจิตรคือ “ความเป็นชุมชน” ซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ผู้สูงอายุ “ยังอยู่ดี อย่างมีศักดิ์ศรีและมีความหมาย  กลไก บวร” (บ้าน,วัด,โรงเรียน/ราชการ) ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายการดูแลจากฐานราก  โดยมี บ้าน เป็นรากฐานของความผูกพัน วัด เป็นที่พึ่งพาและยึดเหนี่ยวจิตใจ และ โรงเรียน/ราชการ เป็นพื้นที่ช่วยสนับสนุนความรู้และทรัพยากร

 

ความร่วมมือนี้ถูกต่อยอดเป็น นวัตกรรมทางสังคม (social innovation) หลากหลายโครงการ เช่น “บวรสัญจร” ที่สร้างพื้นที่กิจกรรมและพบปะ “ปั่นปันสุข”  ที่เปลี่ยนบทบาทผู้สูงอายุจาก “ผู้รับบริการ” ให้กลายเป็น “ผู้ให้พลังใจ” โดยการปั่นจักรยานไปเยี่ยมเยียนเพื่อนผู้ป่วยติดเตียง, “สุขาสูงวัย” ปรับบ้านให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย และ “ศูนย์ซ่อมกายอุปกรณ์วัดบ้านนา” สำหรับช่วยดูแลผู้ป่วยยากไร้ 

 

พิจิตรแสดงให้เห็นว่า การดูแลผู้สูงอายุไม่จำเป็นต้องเริ่มจากระบบสุขภาพเสมอไปแต่สามารถเติบโตจาก พลังของชุมชน(social capital) ที่มีความตั้งใจที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

 

ทว่าในความเป็นจริงพลังชุมชนหรือนวัตกรรมสังคมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในระยะยาว เพราะหากเศรษฐกิจไม่รองรับคนวัยทำงาน และคนยังคงย้ายออกไป ระบบการดูแลนี้จะกลายเป็นเพียงการที่ คนแก่ดูแลคนที่แก่กว่าซึ่งในระยะยาวอาจไม่ยั่งยืน 

 

————————-

 

‘Pichit 100’ - พิจิตร 100 พิชิต 100 

จากประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญด้านการดูแลรักษาผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราช นำโดย รศ. พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ หัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ และ หัวหน้าสาขาวิชาอายุรศาสตร์ปัจฉิมวัย ภาควิชาอายุรศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิจิตร นำโดย นพ.วิศิษฎ์ อภิสิทธิ์วิทยา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิจิตร และเครือข่ายพันธมิตร ได้ร่วมกันพัฒนาโมเดล พิจิตร 100” ต้นแบบระบบนิเวศการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการที่ยึดชุมชนเป็นฐาน (healthcare innovation) ซึ่งทำงานบนแนวคิดของการ ร่วมสร้าง” (co-production)

 

ที่ผ่านมาคำแนะนำทางการแพทย์ สำหรับผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อย อาจถูกต้องในเชิงวิชาการ แต่กลับทำได้ยากในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณสัดส่วนโปรตีนและแคลอรี่ที่ซับซ้อน การงดรสชาติอาหารที่คุ้นเคย หรือการใส่รองเท้าผ้าใบออกกำลังกายเดินรอบหมู่บ้าน ซึ่งหลายครั้งอาจไม่เข้ากับวิถีชีวิตของคนในชุมชน  จนท้ายที่สุดคำแนะนำเหล่านั้นจึงมักไม่ถูกนำไปใช้จริงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ก็ยิ่งทำให้การดูแลในรูปแบบเดิมไปไม่ถึงเป้าหมาย

 

แนวคิด Co-production จึงถูกนำมาใช้เป็นหัวใจของการทำงาน โดยเชื่อมบทบาท ระหว่าง ผู้เชี่ยวชาญ ทีมสุขภาพ และคนในท้องถิ่นเข้าด้วยกัน เพื่อสื่อสารมาตรฐานสุขภาพสากลที่ดูห่างไกล ให้กลายเป็นสิ่งที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน 

 

ประเด็นสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ คือการเริ่มต้นจากการเฝ้าระวัง ภาวะเปราะบาง (Frailty)” ซึ่งถือเป็นช่วงรอยต่อสำคัญของผู้สูงอายุจากเดิมที่แข็งแรง ก่อนเข้าสู่ภาวะพึ่งพิง ภายใต้หลักคิดที่ว่า “ภาวะเปราะบางสามารถป้องกันได้”  ผ่านการคัดกรองเชิงรุกใน 9 ด้าน เช่น การมองเห็น การได้ยิน การทำงานของสมอง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การเคลื่อนไหวและการทรงตัว รวมถึงสุขภาพกระดูกและระบบหัวใจและหลอดเลือด เพื่อค้นหาความเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและวางแผนดูแลได้อย่างเหมาะสม

 

การขับเคลื่อนนี้ อาศัยศักยภาพของหน่วยบริการปฐมภูมิ โดยเฉพาะโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และเครือข่าย อสม. ให้เป็นแกนกลางของการคัดกรองในชุมชนอย่างเป็นระบบ พร้อมเชื่อมข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศสุขภาพ เช่น แอปพลิเคชัน “เดินดี” เพื่อให้การดูแลมีความต่อเนื่อง แม่นยำ

 

ควบคู่กับการสื่อสารและการส่งเสริม การใช้ชีวิตที่ ดี และเป็น มาตรฐานใน 4 มิติ ได้แก่ กินดี-ยกระดับอาหารท้องถิ่นด้วยโภชนาการที่เหมาะสม จำดี-ส่งเสริมกิจกรรมกระตุ้นสมอง ชะลอความเสื่อม และทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกถึงคุณค่าในตัวเอง กำลังดี-สนับสนุนการเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของร่างกาย และอยู่ดี-ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านและชุมชนให้เป็นมิตร และระบบดูแลที่ปลอดภัยและเชื่อมโยงกัน  

 

เป้าหมายหลักคือการทำให้ผู้สูงอายุและชุมชนเห็นว่า การคัดกรองภาวะเปราะบางมีความสำคัญไม่ต่างจากการตรวจสุขภาพประจำปี และทำให้การใช้ชีวิตอย่าง “ดี” เพื่อชะลอหรือป้องกันภาวะเปราะบางกลายเป็นเรื่องพื้นฐานและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของการดูแลสุขภาพกายและใจให้สมบูรณ์ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ

 

การ พิชิต 100” จึงไม่ใช่เพียงการมีอายุยืนยาว แต่คือการทำให้ผู้สูงอายุแข็งแรง และมีศักยภาพในการใช้ชีวิต ซึ่งคุณค่านี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่สุขภาพที่ดี แต่คือการเปลี่ยนให้กลุ่มประชากรนี้ ได้กลับมาเป็นทุนมนุษย์ (human capital)  เพื่อสร้างประโยชน์ ทั้งต่อครอบครัว ชุมชน และระบบเศรษฐกิจโดยรวมต่อไปได้

————————-

บทสรุป: Sandbox ระบบนิเวศการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ
เมื่อนวัตกรรมสุขภาพ…เดินไปพร้อมกับนวัตกรรมสังคม

 

สิ่งที่ได้จาก “Fukuoka100” ไม่ใช่โมเดลสำเร็จรูปในการสร้างสังคมสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ (healthy aging) หากแต่เป็น “วิธีคิด” ของคนในชุมชน ที่ลงมือทำจริง ต่อการออกแบบเมืองที่เป็นมิตรต่อคนทุกวัย

 

และขณะ “พิจิตร 100” ไม่ได้เริ่มจากการสร้างสิ่งใหม่ แต่เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว — ทั้งความสัมพันธ์ของชุมชนที่เข้มแข็ง และระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ทำงานอยู่ก่อนแล้ว พร้อมกับการเติมองค์ความรู้ระดับโรงเรียนแพทย์เข้าไป เพื่อช่วยเสริมให้การทำงานมีความแม่นยำ เป็นระบบ และตอบโจทย์สุขภาพได้ลึกมากขึ้น

 

การเชื่อมโยงจาก ลุ่มน้ำยมน่าน สู่ฟูกูโอกะ จึงไม่ใช่การนำต้นแบบจากภายนอกมาวางทับลงพื้นที่ แต่คือการ ร่วมสร้าง (Co-production) ระบบนิเวศการดูแลผู้สูงอายุที่สมดุลระหว่าง Social Innovation (ชุมชน)  กับ Healthcare Innovation (ศิริราชและ สสจ.) โดยใช้มาตรฐานสากลเป็นแรงหนุนให้คนในพื้นที่เชื่อมั่นว่า การมีอายุยืนยาวที่มาพร้อมสุขภาวะที่ดี  เกิดขึ้นได้จริงบนต้นทุนทางสังคมและวิถีดั้งเดิมของคนในพื้นที่เอง

 

“พิจิตร 100” อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่คือ 'ห้องเรียนที่มีชีวิต' ของประเทศไทย—ที่ได้ลอง ปรับ และเรียนรู้ว่าอะไรใช้ได้จริงในบริบทของเรา เป้าหมายจึงไม่ได้หยุดแค่การดูแลผู้สูงอายุ แต่ขยับไปสู่การสร้าง “เมืองที่เป็นมิตรต่อคนทุกกลุ่ม” เมืองที่ระบบสุขภาพเข้มแข็ง สังคมยังอบอุ่น และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจพอจะดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้กลับมาใช้ชีวิตและสร้างอนาคตในบ้านเกิด

 

เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เรากำลังร่วมกันสร้าง ไม่ใช่แค่การมีอายุยืนยาวและแข็งแรง แต่คือสังคมที่ทำให้ทุกช่วงวัยยังคงมีบทบาทในระบบสังคมและเศรษฐกิจาได้อย่างมีคุณค่าและต่อเนื่อง

 


 

Key takeaways

Social Innovation
ผู้สูงอายุไม่ถูกมองเป็นภาระ และชุมชนทำหน้าที่เป็นกลไกหลักของระบบดูแลระยะยาว ลดการพึ่งพาระบบบริการเพียงอย่างเดียว

Healthcare Innovation
การดูแลมีมาตรฐาน แม่นยำ และต่อเนื่อง ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลและองค์ความรู้ทางการแพทย์

Co-production
มาตรการสุขภาพถูกนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน จากการออกแบบและร่วมสร้างกับคนในพื้นที่

Outcome – Aging with Dignity
ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้ ใช้ชีวิตอย่างอิสระ และยังคงมีบทบาทในสังคม

ต้นแบบระบบนิเวศการดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ
Integrated Care Ecosystem เกิดระบบดูแลที่ยั่งยืนในระดับพื้นที่ โดย “ชุมชนนำ ระบบสุขภาพหนุน” และเชื่อมโยงสู่การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น

 

 


 

Ref:

https://fukuoka.thaiembassy.org/th/content/pr160426?cate=5d8481d915e39c3840005fa8

https://image.mfa.go.th/mfa/0/Vf61SKdZoJ/ผลการศึกษาดูงาน_Fukuoka100_(แนบ_1).pdf

https://www.facebook.com/share/p/18TGZXc9vz/

https://www.facebook.com/share/p/1GfchfyArM/

https://youtu.be/nhe0wIW4mjw?si=ecxcxETdEnsqTW9J