ประเมินความคุ้มค่าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม

22 ธันวาคม 2568 หน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ Siriraj Health Policy  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นำโดย รศ พญ. วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ หัวหน้าหน่วยฯ  ดร.ภญ.พัทธรา ลีฬหวรงค์  รองหัวหน้าหน่วยฯ และ  ดร.ณิชากร วรขจิต  หัวหน้าโครงการวิจัยฯ จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อขอบเขตการศึกษา ครั้งที่ 1 ในโครงการวิจัย “การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และความเป็นไปได้ของการนำ AI มาใช้ เพื่อการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมแบบอัตโนมัติ จากภาพถ่ายแมมโมแกรมในประเทศไทย”  เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข

มะเร็งเต้านม ภัยเงียบของผู้หญิงทั่วโลก 

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ในปี 2565 พบว่าผู้หญิงทั่วโลกป่วยด้วยมะเร็งเต้านมกว่า 2.3 ล้านคน และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตกว่า 670,000 คน โดยมะเร็งเต้านมกว่าครึ่งเกิดขึ้นในผู้หญิงที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงเฉพาะเจาะจง นอกเหนือจากเรื่อง “เพศ” และ ”อายุ” ที่เพิ่มขึ้น

ประเทศไทยนั้น มะเร็งเต้านมเป็นหนึ่งในโรคที่พบได้บ่อยที่สุด และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้หญิงไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ ที่มักตรวจพบโรคในระยะแพร่กระจายไปแล้ว เนื่องจากข้อจำกัดของระบบคัดกรองในปัจจุบันที่ยังขาดแคลนทรัพยากร ทั้งด้านบุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะรังสีแพทย์ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีในบางพื้นที่

Early Detection และ AI นวัตกรรมไทย  หัวใจสำคัญของการลดอัตราการเสียชีวิต

การลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยการตรวจพบในระยะเริ่มต้น (Early Detection)  ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความตระหนักรู้ถึงสัญญาณและอาการผิดปกติ เพื่อให้ผู้ป่วยรีบเข้าสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัยและส่งต่อการรักษาได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งการคัดกรองโรค (Screening) โดยเทคโนโลยีแมมโมแกรมมาใช้ในกลุ่มประชากรที่ยังไม่ปรากฏอาการ (โดยเฉพาะสตรีอายุ 50-69 ปี) เพื่อค้นหารอยโรคในระยะก่อนแสดงอาการ (Pre-clinical lesions) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การรักษามีโอกาสประสบความสำเร็จสูงสุด

ปัจจุบัน รังสีแพทย์ และ นวัตกรไทย มีความร่วมกันพัฒนาการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยรังสีแพทย์ในการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางรังสี อาทิ ภาพถ่าย X-Ray ปอด  รวมทั้งภาพแมมโมแกรมเพื่อตรวจหาสัญญาณความผิดปกติที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งเต้านม การนำ AI เข้ามาใช้ในระบบนี้เปรียบเสมือนการติดตั้ง “ระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะ" ให้กับรังสีแพทย์ แม้ระบบจะช่วยกรองและชี้เป้าได้อย่างรวดเร็ว แต่รังสีแพทย์ยังคงเป็นผู้ตัดสินใจสูงสุดในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้ความมั่นใจในความปลอดภัยของผู้ป่วยมากที่สุด”

การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และความเป็นไปได้ของการนำ AI มาใช้

การจะนำ AI มาใช้ในระบบบริการสุขภาพระดับประเทศนั้น จำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างรอบด้าน โครงการวิจัยนี้จึงกำหนดวัตถุประสงค์หลักไว้ 2 ประการ คือ  การประเมินความคุ้มค่า (Cost-Effectiveness) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และความเป็นไปได้ปรียบเทียบกับระหว่างการใช้ AI ช่วยตรวจคัดกรองแบบอัตโนมัติ กับการตรวจโดยรังสีแพทย์ในรูปแบบปกติ  และ การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนากระบวนการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่นำ AI  ในการขยายความครอบคลุมและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริการให้เข้าถึงทุกคนอย่างเท่าเทียม

การประชุมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากเหล่าผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งรังสีแพทย์จากโรงเรียนแพทย์ชั้นนำ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้พัฒนานวัตกรรมไทย เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ขอบเขตการศึกษาให้ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งในด้านเทคนิค การใช้งานจริงในสถานพยาบาล และงบประมาณที่เหมาะสม ในการนำไปประยุกต์ใช้นวัตกรรมดังกล่าวในอนาคตต่อไป

 


 

 

การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และความเป็นไปได้ของการนำ AI มาใช้ เพื่อการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมแบบอัตโนมัติ จากภาพถ่ายแมมโมแกรมในประเทศไทย”
Economic evaluation and feasibility study of implementing Artificial Intelligence (AI) for automated breast cancer screening using mammogram images in Thailand

ทุนการวิจัยสนับสนุนโดย  ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน)


ขอขอบคุณ

สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร, ภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์, กลุ่มงานรังสีวินิจฉัยและเวชศาสตร์นิวเคลียร์สถาบันมะเร็งแห่งชาติ, ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล, ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,  ราชวิทยาลัยรังสีแพทย์แห่งประเทศไทย, ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน), สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), กรมบัญชีกลาง, บริษัท เพอเซ็ปทรา จำกัด, บริษัท ดีพแมม จำกัด