อยู่ดี แก่ดี ตายดี มีความสุข

เมื่อตัวเลขอายุ 60 ปี อาจไม่ใช่นิยามของความสูงวัยอีกต่อไป

เมื่อเราคุ้นชินกับการนับความสูงวัยด้วยตัวเลขอายุ แต่ในความเป็นจริง คนอายุ 60 ปีจำนวนไม่น้อยยังแข็งแรง ทำงานได้ และมีบทบาทต่อสังคมมากกว่าที่ระบบนโยบายมองเห็น  ข้อสังเกตนี้จึงเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของการทบทวนการออกแบบนโยบายเพื่อเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดอย่างมีคุณภาพ

อยู่ดี  - New Normal  ความมั่นคงทางรายได้

ท่ามกลางอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเกิดต่ำเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเกาหลีใต้ โดยในปี 2568 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 400,000 กว่าคน และจำนวนการเกิดน้อยกว่าการตายราว 140,000 คน สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยควบคู่กับภาวะประชากรลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่ในอีก 10 ปีข้างหน้า วัยแรงงานซึ่งเป็นกำลังหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจและฐานการจ่ายภาษี จะลดลงประมาณ 3.4 ล้านคน ในขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันกำหนดตามเกณฑ์อายุ 60 ปีขึ้นไป จะเพิ่มขึ้นราว 3.6 ล้านคน

โครงสร้างประชากรไทยที่จะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญนั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น หากแต่สะท้อน ความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่วัยเด็กที่ยังมีความแตกต่างด้านคุณภาพการเกิดและโอกาสทางการศึกษา วัยทำงานที่คนจำนวนมากอยู่ในภาคแรงงานนอกระบบและขาดการคุ้มครองจากระบบประกันสังคม ไปจนถึงวัยสูงอายุที่ยังมีผู้สูงวัยจำนวนมากไม่มีบำนาญหรือหลักประกันรายได้รองรับ ขณะที่ระบบสวัสดิการของไทยยังคงพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐเป็นหลัก จึงกลายเป็นโจทย์เชิงนโยบายสำคัญในการออกแบบระบบการดูแลและหลักประกัน เพื่อให้สังคมสูงวัยสามารถ “อยู่ดี” ได้อย่างยั่งยืน

ช่วงกลุ่มอายุ 50 ถึง 64 ปี ควรเป็นทาร์เก็ตที่สำคัญในเรื่องของการส่งเสริมการสนับสนุนการทำงาน
พบว่าคนไทยในช่วง 50 ถึง 64 ปี ออกจากตลาดแรงงานอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ
30 ” 

รศ. ดร. เฉลิมพล แจ่มจันทร์ 
ผู้อำนวยการสถาบัน วิจัยประชากรและสังคม
มหาวิทยาลัยมหิดล 

ข้อมูลการบริโภคของประชากรไทยชี้ว่า ช่วงวัยเด็กและวัยสูงอายุเป็นกลุ่มที่มีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ หรืออยู่ในภาวะขาดดุลรายได้ โดยในกรณีของผู้สูงอายุ ภาวะดังกล่าวไม่ได้เริ่มต้นที่อายุ 60 ปีตามนิยามทางกฎหมาย หากแต่เริ่มตั้งแต่อายุราว 57 ปี ขณะที่แหล่งรายได้หลักที่เข้ามาเติมเต็มการขาดดุลในปัจจุบันยังพึ่งพา ครอบครัว เป็นสำคัญ รองลงมาคือ การทำงาน ตามด้วย ภาครัฐ และสุดท้ายคือ เงินออมหรือทรัพย์สินของตนเอง ซึ่งยังมีสัดส่วนค่อนข้างจำกัด ซึ่งอาจมองได้ว่าปัญหาความมั่นคงในวัยสูงอายุ ไม่ได้เริ่มตอนแก่ แต่สะสมมาตลอดช่วงชีวิตแรงงาน

ภาพรวมเหล่านี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการร่วมกันออกแบบแนวทางและนโยบาย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้และคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุ โดยการทบทวนนิยามการทำงานในสังคมสูงวัยอาจเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญ ไม่ใช่เพียงการปรับอายุเกษียณ แต่รวมถึงการสร้างรูปแบบการทำงานที่เหมาะสม การตั้ง “​New Normal” ของภาคการทำงานไทยใหม่ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 60–64 ปี เพื่อให้ผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพสามารถมีส่วนร่วมในภาคการทำงานและดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

 

แก่ดีผู้สูงอายุทุกคนไม่ได้เปราะบาง ศักยภาพที่ขยับได้

ในทางชีววิทยา ความสามารถภายในของร่างกาย (Intrinsic Capacity) มีแนวโน้มลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้นกรอบคิดนี้เองทำให้สังคมมักเชื่อมโยงอายุที่เพิ่มขึ้นกับความเสื่อมถอย ความเปราะบาง และการพึ่งพิง อายุ 60 ปีจึงถูกใช้เป็นเส้นแบ่งเชิงนโยบายราวกับว่าคนทุกคนที่ก้าวข้ามตัวเลขนี้เข้าสู่ภาวะเดียวกัน คือ “แก่” และ “เปราะบาง”

แต่เมื่อดูจากหลักฐานทางการแพทย์ด้านอายุรศาสตร์ผู้สูงวัย ภาพที่เห็นจริงอาจแตกต่างออกไป ผู้สูงอายุนั้นไม่ได้เปราะบางทั้งหมด และความเสื่อมถอยสามารถชะลอ และฟื้นฟูกลับมาได้ งานศึกษาจำนวนมากพบว่า ผู้สูงอายุเพียงราวร้อยละ 10-20 เท่านั้นที่อยู่ในภาวะเปราะบาง (Frail) อย่างชัดเจน ขณะที่ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้สูงอายุอยู่ในช่วงก่อนเปราะบาง (Pre-Frail) ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าเป็นช่วงสำคัญที่ยังสามารถเสริมความแข็งแรงกลับขึ้นมาได้

เริ่มสงสัยว่าทำไมต้องให้อายุ 60 ปี เป็นจุดที่บอกว่าสูงอายุหรือแก่ถ้าเรามองว่าผู้สูงอายุคือความถดถอยหรือความเปราะบาง เราอาจจะมองไม่เห็นว่า คนจำนวนมากแก่ดีได้ และไม่ได้แปลว่าแก่ทุกคนแล้วจะเป็นปัญหา

รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ 
หัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ 
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ในเชิงระบบสุขภาพ ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข มีเครื่องมือการคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุ 9 ด้าน ซึ่ง อสม. ใช้ประเมินสุขภาพเบื้องต้นของผู้สูงอายุในชุมชน อย่างไรก็ตามการออกแบบนโยบายผู้สูงอายุที่ผ่านมา มักยังติดอยู่กับการมองแบบเหมารวมตามอายุ  และมักมุ่งดูแลเฉพาะกลุ่มที่เปราะบางหรือพึ่งพิงแล้ว

เป้าหมายจึงไม่ใช่การดูแลเฉพาะผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะเปราะบางแล้ว หากคือการชะลอจำนวนคนที่กำลังจะเข้าสู่ภาวะนั้น และเพิ่มสัดส่วนของผู้สูงอายุที่ยังคงแข็งแรง พร้อมกันนั้นคือการมองเห็นความสามารถและศักยภาพของคนวัย 60 ปีขึ้นไป ผ่านการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต โอกาสในการทำงานหรือทำกิจกรรมที่มีความหมาย รวมถึงระบบสนับสนุนทางสังคม และสุขภาพจิตที่เข้มแข็ง ปัจจัยเหล่านี้จะช่วย เสริมความสามารถภายในของร่างกาย และจิตใจ (Intrinsic Capacity)  ทำให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเอง และมีคุณค่าต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

 

แก่เมื่อทำอะไรไม่ได้ อันนี้ก็เป็นวิธีหนึ่งที่จะบอกว่า อายุไม่ใช่ประเด็น

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ 
ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย

การป้องกันและชะลอความเปราะบางต้องอาศัย การทำงานเชิงรุก ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิ ชุมชน และท้องถิ่น ไปจนถึงมาตรการเชิงสิ่งแวดล้อม เช่น อาหาร พื้นที่เดิน พื้นที่พบปะทางสังคม ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากต่างประเทศรองรับ เช่น FINGER Study ของประเทศฟินแลนด์ ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แนวทางดังกล่าวสามารถเสริมศักยภาพของผู้สูงอายุได้จริง

 

ตายดี - ไม่ใช่แค่ช่วงสุดท้าย แต่คือกระบวนการทั้งชีวิต

การตายดีไม่ใช่เพียงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต หากแต่คือสิทธิของแต่ละคนในการเลือกว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร ตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรง วันที่เริ่มเจ็บป่วย วันที่ต้องการความช่วยเหลือ ไปจนถึงวาระสุดท้าย เมื่อมองเช่นนี้ การตายดีจึงไม่ใช่เรื่องของการ “จัดการความตาย” หากแต่เป็นการออกแบบระบบการดูแลที่ทำให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในทุกช่วงของความเปลี่ยนแปลงตลอดเส้นทางชีวิต

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “เราจะตายอย่างไร” แต่คือ “ใครเป็นคนกำหนดการตายดีนั้น”

เวลาพูดถึงการตายดี ต้องถามว่าเป็น การตายดีของใคร หลายคนถ้าเราไปถามประมาณร้อยละ 70 เค้าบอกว่าเขาตายดีที่บ้าน แปลว่า สังคมหรือระบบจะต้องสนับสนุนให้เขาสามารถตายดีที่บ้านได้ ...การตายดีที่บ้านนั่น หมายความว่า หนึ่ง ต้องมีที่ไปตายใช่หรือไม่ มีคนดูแลที่จะทำจะช่วยให้เขามีคุณภาพ ชีวิตที่ดีได้รับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน  มีคนทำอาหารให้ มีคนเช็ดเนื้อเช็ดตัวทำความสะอาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ต้องออกแบบ

คุณ วรรณา จารุสมบูรณ์ 
ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลประชากรสะท้อนความจริงว่า ผู้สูงอายุราวหนึ่งในสามใช้ชีวิตเพียงลำพังและไม่มีผู้ดูแลประจำอยู่ที่บ้าน หากเราต้องการให้ผู้คนสามารถ “ตายดีที่บ้าน” ได้จริง ระบบการดูแลจำเป็นต้องเข้าไปเติมเต็มในระดับครอบครัวและชุมชน ไม่ใช่ปล่อยให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับผู้สูงอายุหรือครอบครัวเพียงลำพัง หรือผลักภาระไปอยู่ที่ระบบสุขภาพและโรงพยาบาลอย่างเดียว

ช่องว่างของระบบดูแลสะท้อนชัดผ่านบทบาทของอาสาบริบาลหรือนักบริบาล ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบบดูแลระยะยาวในชุมชน ทั้งการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ป่วยระยะสุดท้าย งานของพวกเขาไม่ได้มีแค่การดูแลข้างเตียง แต่ยังต้องเชื่อมโยงบริการ ดูแลทั้งครอบครัวและชุมชน รวมถึงทำงานด้านส่งเสริมและป้องกันควบคู่กันไป แต่ในความเป็นจริง บทบาทที่สำคัญเหล่านี้กลับได้รับค่าตอบแทนต่ำ ทำให้ระบบยังต้องพึ่งพาแรงใจและความเสียสละเป็นหลัก ซึ่งอาจไม่เพียงพอเมื่อความต้องการดูแลเพิ่มขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ การ “เสริมศักยภาพท้องถิ่น” หรือการทำให้ชุมชนเข้มแข็ง จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อเสนอสำคัญมากขึ้น เพราะการรับมือกับสังคมสูงวัยไม่อาจจำกัดอยู่แค่เพียงระบบสาธารณสุขและการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุคลากร งบประมาณ หรือการรักษาพยาบาลเท่านั้น หากแต่ต้องมองไปถึงคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนเป็นหลัก

การทำให้ชุมชนเข้มแข็งจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มงบประมาณ แต่ต้องลงทุนในความรู้ เครื่องมือ และระบบข้อมูลที่จำเป็น เพื่อให้พื้นที่เข้าใจผู้สูงอายุในแต่ละช่วงชีวิตได้อย่างแท้จริง ตั้งแต่กลุ่มที่ยังแข็งแรง กลุ่มที่เริ่มเปราะบาง ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องพึ่งพิง และสามารถจัดการดูแลได้ตรงกับความต้องการของคนในชุมชน

ความสัมพันธ์ที่ดี เป็นเรื่องของสุขภาวะ สุขภาพที่ดี ดังนั้นโจทย์ของสังคมสูงวัย มันจึงไม่ใช่ว่าเรามาเริ่มดูแลกันตอนที่คนเสื่อมถอยแล้ว...จริงแล้วนอกจากความสัมพันธ์ ความเหงา ความโดดเดี่ยว อาจจะเรียกว่าปัญหาใหญ่และแห่งยุคสมัย

ผศ. ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล 
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS)

ขณะเดียวกัน ระบบการดูแลประคับประคองของไทยยังเผชิญการขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะแพทย์เฉพาะทาง และบุคลากรทางสาธารณสุขจำนวนมากยังขาดความรู้พื้นฐานด้านการดูแลช่วงท้ายของชีวิต สะท้อนถึงความจำเป็นในการบรรจุการดูแลประคับประคองไว้ในหลักสูตรแพทย์ พยาบาล และสหสาขาวิชาชีพอย่างจริงจัง

การวางแผนดูแลสุขภาพล่วงหน้า (Advance Care Planning) และการเคารพการตัดสินใจในช่วงท้ายของชีวิต จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องของผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้น แต่ควรเป็นองค์ความรู้พื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ตั้งแต่ยังมีสุขภาพดี เพราะการเข้าใจการดูแลสุขภาพในแต่ละช่วงชีวิต ตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรงจนถึงวาระสุดท้าย ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนบุคคล หากแต่เป็นรากฐานของชุมชนที่เข้มแข็ง และความหมายที่แท้จริงของการ “ตายดี” ที่สอดคล้องกับชีวิตจริง

 

มีความสุข

เมื่อสังคมทำสิ่งเหล่านี้ได้ สังคมสูงวัยจะไม่ใช่ภาพของความเจ็บป่วยหรือภาระทางการแพทย์ แต่เป็นสังคมที่ผู้สูงอายุจำนวนมากยังมีศักยภาพ ดูแลตนเองได้ และมีคุณค่าต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

การทำให้คน “อยู่ดี” ตั้งแต่ยังไม่แก่ ทำให้มีโอกาส “แก่ดี” และ “ตายดี” อย่างมีศักดิ์ศรีในวันที่เลือกได้ ไม่ใช่เรื่องของวัยใดวัยหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกช่วงชีวิต

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่แค่การจัดบริการจากส่วนกลาง แต่คือการทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง รู้จักคนของตัวเอง เข้าใจชีวิตจริงของพื้นที่ และดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งที่อยู่อาศัย บริการสังคม และความสัมพันธ์ในชุมชน

เพราะการ “อยู่ดี แก่ดี ตายดี มีความสุข” จะไม่เกิดขึ้นเอง แต่ต้องถูกออกแบบเป็นนโยบายสาธารณะ และเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของรัฐ ชุมชน และสังคมโดยรวม นโยบายสังคมสูงวัยจึงไม่ใช่การรองรับปลายทาง หากคือการลงทุนตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

 

 

———————————

“Policy Forum: สังคมสูงวัย” | 16 มกราคม 2569

เพื่อผลักดันนโยบาย “อยู่ดี ตายดี แก่ดี มีความสุข” ให้เป็นวาระที่ถูกบรรจุเป็นนโยบายพรรคการเมืองและกรอบกฎหมายของประเทศ

 

ร่วมสนทนา

  • นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย
  • รศ. ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบัน วิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
  • รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ หัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • วรรณา จารุสมบูรณ์ ผู้ก่อตั้ง Peaceful Death 
  • ผศ.ดร.ธีรพัฒน์ อังศุชวาล สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS)

ดำเนินรายการโดย ประสาน อิงคนันท์ และ ณาตยา แวววีรคุปต์

ออกแบบสังคมอย่างไร ? เมื่อประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ ให้อยู่ดี แก่ดี ตายดี และมีความสุข เมื่อเรื่องของ “สังคมสูงวัย” ไม่ใช่แค่มิติสุขภาพ แต่หมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดี เราจะออกแบบอย่างไร ให้ทุกคนอยู่ในสังคมได้อย่างมั่นคงภายในบ้านและชุมชนตัวเองไปจนถึงการได้รับสิทธิที่จะจากไปได้อย่างสมศักดิ์ศรี

Policy Watch – The Active ไทยพีบีเอส ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และเครือข่าย Peaceful Death ชวนรู้สถานการณ์สังคมสูงวัยและแลกเปลี่ยนความเห็นในเวที

ณ อาคารรัฐสภา (สัปปายะสภาสถาน) กรุงเทพมหานคร
ห้องประชุมริมแม่น้ำเจ้าพระยา 102-104

 #PolicyWatchConnect #PolicyWatchConnect2026 #เลือกตั้ง69 #Election69 #เสียงของทุกคนฝ่าวิกฤตประเทศไทย #TheActive #PolicyWatchThaiPBS

ดูเสวนาออนไลน์ย้อนหลังได้ที่
https://www.facebook.com/share/v/17rEJTTCE7/​