ภาวะสมองเสื่อม ดูแลได้ด้วยนโยบายและชุมชน
ภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของสังคมไทย ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติด้านสุขภาพ หากแต่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม มีการคาดการณ์ว่าประเทศไทยอาจมีผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมกว่า 680,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามโครงสร้างประชากรสูงวัย
อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่อยู่ในช่วงรอยต่อระหว่าง “ความหลงลืมตามวัย” กับ “ระยะเริ่มต้นของโรคภาวะสมองเสื่อม” ซึ่งอาจสะสมอาการยาวนานนับสิบปีก่อนจะแสดงอาการชัดเจน อาจเป็นเพราะความเข้าใจว่าอาการหลงลืมเป็นเรื่องปกติของวัยชรา ทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากพลาดโอกาสในการตรวจคัดกรองและการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม
เมื่อปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่ตัวผู้ป่วย แต่ส่งผลไปถึงครอบครัว ชุมชน และระบบบริการ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงรักษาแบบใด แต่คือประเทศควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร เวทีเสวนา “ภาวะสมองเสื่อม รับมือได้ด้วยนโยบายชุมชน” จึงชวนย้อนกลับมาตั้งคำถามสำคัญ เพื่อหาทางออกร่วมกันใน 3 ประเด็นหลัก
- ทำไมไทยถึงต้องมีนโยบายระดับชาติ เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้อย่างจริงจัง?
- ชุมชนจะกลายเป็นฐานหลัก ในการดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมได้อย่างไร?
- ระบบสุขภาพและสังคมไทย พร้อมแค่ไหนที่จะรองรับความท้าทายนี้?
ทำไมไทยถึงต้องมีนโยบายระดับชาติ เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้อย่างจริงจัง?
ภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่แค่ “หลงลืมตามวัย
“ภาวะสมองเสื่อมนี้...เราจะต้องเข้าใจก่อน อันที่หนึ่งของเดิมต้องดี (ไม่มีภาวะบกพร่องทางสมอง) แล้วหากมันเปลี่ยนจนสูญเสียความสามารถบางอย่างไป โดยเฉพาะเรื่องของความจํา จนกระทบกับการใช้ชีวิต แต่ยังไม่แย่จนกระทั่งทําให้ชีวิตเปลี่ยนไป ยังทํางานได้ ไปบริหารจัดการได้ แต่ช้า และต้องใช้ความเพียรพยายามมากขึ้น เราเรียกตรงกลางตรงนี้ว่าเป็น เอ็มซีไอ (MCI)”
ผศ. พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน
สมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมแห่งประเทศไทย
ภาวะสมองเสื่อมไม่ใช่แค่ความหลงลืมตามวัยที่เกิดขึ้นทั่วไป แต่เป็นภาวะที่สมองถดถอยลงอย่างต่อเนื่องจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน ความน่ากลัวคือผู้ป่วยมัก “ไม่รู้ตัวว่าลืม” เช่น หลงทางในที่คุ้นเคย หรือจำบทบาทหน้าที่ตนเองไม่ได้ ซึ่งอาการเหล่านี้มักค่อยๆ แสดงออกมาจนคนรอบข้างมองข้าม หรือเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงนิสัยที่เปลี่ยนไปตามอายุ นอกจากนี้ เราต้องเข้าใจว่า “ภาวะสมองเสื่อม” (Dementia) คือชื่อเรียกกลุ่มอาการส่วน “อัลไซเมอร์” (Alzheimer’s) เป็นเพียงชนิดหนึ่งของโรคภาวะสมองเสื่อมเท่านั้น ซึ่งยังมีภาวะสมองเสื่อมที่มีสาเหตุอื่นอีกหลายรูปแบบ เช่น ภาวะสมองเสื่อมจากโรคหลอดเลือดสมอง และภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ เป็นต้น
จุดที่สำคัญที่สุดในการรับมือคือ ภาวะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment: MCI) ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อที่ผู้สูงอายุยังใช้ชีวิตได้ตามปกติแต่อาจจะช้าลง หรือต้องใช้ความพยายามมากกว่าเดิม คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปเป็นโรคภาวะสมองเสื่อมถึง 10% ต่อปี หากตรวจพบและดูแลได้เร็วก็มีโอกาสที่จะชะลอโรคหรือทำให้อาการดีขึ้นได้
ซึ่งในความเป็นจริงภาวะสมองเสื่อมกระทบมากกว่าเรื่องความจำ แต่ครอบคลุมถึง 6 ด้านสำคัญ ทั้งการบริหารจัดการ การใช้ภาษา การรับรู้ทิศทาง สมาธิ และการเข้าสังคม ซึ่งหลายครั้งพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอาจถูกสังคมตีตราว่าเป็นเพียงนิสัยเฉพาะตัวของ “มนุษย์ลุง-มนุษย์ป้า” ทั้งที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ต้องการความเข้าใจ
ต้นทุนความเจ็บป่วยที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ และคุณภาพชีวิตที่ลดลง
“น่าจะเกิน 10 ปีในฐานะ ผู้ดูแลจริงๆ ผู้ดูแลโดยตรงคือคุณแม่ผม ผมก็เลยบอกว่าภาวะสมองเสื่อมมันไม่ได้กระทบแค่คนไข้คนเดียว แต่เป็นโรคของครอบครัวเลยดีกว่า เพราะฉะนั้นคนหนึ่งที่เคยทํารายได้ แล้วทําไม่ได้ ผมว่าคนรอบข้างส่งผลกระทบอย่างมาก ในกรณีผมมันคือวิ่งมาราธอนครับ มันคือวิ่งระยะยาว เพราะฉะนั้นคนที่อยู่รอบข้างเป็นคนที่ต้องดูแล”
ศ. ดร. นภดล ร่มโพธิ์
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้แทนผู้ดูแลู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม
งานวิจัยฯ แสดงให้เห็นว่า ต้นทุนความเจ็บป่วย ทั้งต้นทุนทางตรง เช่น ค่ารักษาพยาบาล, ค่ายา, เวชภัณฑ์ (ผ้าอ้อมผู้ใหญ่) และต้นทุนทางอ้อม เช่น ค่าเสียโอกาส ของผู้ดูแลซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานที่ต้องมาดูแลผู้ป่วย ในผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมระยะความรู้คิดบกพร่องเล็กน้อย Mild Cognitive Impairment: MCI อยู่ที่ประมาณ 388,246 บาท ต่อคน ต่อปี และจะเพิ่มขึ้นสูงขึ้น กว่า 2.6 เท่า เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะสมองเสื่อมระยะท้าย Severe Dementia
“จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความรุนแรงของภาวะสมองเสื่อม ถ้าเมื่อไหร่ถึงจุดที่ภาวะสมองเสื่อมรุนแรง ค่าใช้จ่ายอาจจะสูงถึงหนึ่งล้านบาทต่อปีในการดูแลคนไข้ภาวะสมองเสื่อมหนึ่งคน… ยิ่งเขาภาวะสมองเสื่อมรุนแรงมากขึ้น คุณภาพชีวิตเขาก็ลดลงเรื่อยๆ”
รศ.พญ. วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ
หัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ภาวะสมองเสื่อมนั้นรักษาได้ และมีโอกาสดีขึ้นได้หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Early Detection) รวมถึงการได้รับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง โดยพบว่ามีผู้ป่วยประมาณ 10-20% ที่มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ หากสาเหตุมาจากโรคที่รักษาให้หายขาดได้ เช่น เนื้องอกในสมอง ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ หรือความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ซึ่งการรักษาที่ตรงจุดจะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน
ส่วนในกลุ่มที่เป็นโรคจากความเสื่อมที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การเข้าสู่กระบวนการรักษาที่เหมาะสมทั้งการใช้ยาและแนวทางอื่นๆ จะช่วยชะลอการดำเนินโรค บรรเทาอาการให้ดีขึ้น และลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับ คุณภาพชีวิต ของทั้งตัวผู้ป่วยและครอบครัวในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นสรุปได้ว่า การมองข้ามช่วง MCI ไม่เพียงทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการฟื้นฟู แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในระยะยาว
“ในฐานะสถาบัน เราจะทำเรื่องแนวทางการส่งต่อผู้ป่วยจากชุมชน หรือจากหน่วยงานต่างๆ ที่คัดกรองมาแล้ว โดยจะทํายังไงให้กลุ่มนี้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและการรักษาที่ถูกต้อง จนกระทั่ง ถ้าเขามีภาวะรุนแรงจนถึงขั้นที่ต้องเข้า Long term care”
พญ. ทัศนีย์ ตันติฤทธิศักดิ์
รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์
สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
จากการเสวนาได้มีการเสนอแนวทางในการนำเทคโนโลยีการคัดกรองและรักษาใหม่ อย่างเช่น การตรวจเลือดเพื่อหาโปรตีนบ่งชี้โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s marker) ซึ่งจะช่วยให้การคัดกรองและประเมินความเสี่ยงทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่าการทำสแกนสมอง (CT/MRI) ที่มีต้นทุนสูง รวมถึงการใช้ยาเฉพาะทาง ที่แม้จะมีราคาสูง แต่สามารถช่วยชะลอ ไม่ให้โรคลุกลามสู่ระยะรุนแรง ก็จะช่วยประหยัดงบประมาณในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีเหล่านี้ยังต้องใช้เวลาพิสูจน์โดย
การวิจัยเพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในบริบทของไทย
ชุมชนจะกลายเป็นฐานหลัก ในการดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมได้อย่างไร?
ช่องว่างในการเชื่อมต่อระหว่างความพร้อมของชุมชนกับระบบบริการ
“ช่องว่างก็คือ เจ้าหน้าที่หรืออาสาสมัครในชุมชน จริงๆ พร้อมที่จะทํา เรามี Caregivers หรือว่า อสม. ในพื้นที่ดูแลเรื่องสุขภาพอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือความเข้าใจและทักษะ อย่างที่เจอที่ศูนย์ Day Care ของเรา...กว่าเราจะเจอว่าบางท่านเข้าสู่ภาวะ MCI แล้ว เราต้องใช้เวลาในการคลุกคลีในการสังเกต...แบบประเมินที่เราใช้ บางทีหนึ่งชั่วโมง หรือ สองชั่วโมง ทำให้เราไม่สามารถค้นพบได้มากนัก ดังนั้นการพัฒนาทักษะตรงนี้จะช่วยให้บุคลากรของเราสามารถค้นหาผู้ป่วยได้มากขึ้น”
คุณพิชชานันท์ ดำรงทิพย์รัตน์
ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ปฏิบัติงานกับผู้สูงอายุและผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม
เทศบาลตำบลทับมา อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง
ปัจจุบัน ผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมในประเทศไทยยังเข้าถึงระบบบริการสุขภาพได้ไม่มากนัก สาเหตุสำคัญมาจากนอกเหนือจากกระบวนการส่งต่อผู้ป่วย ที่มีเส้นทางหลายขั้นตอน ตั้งแต่การคัดกรองในระดับชุมชน การประเมินภาวะ MCI ในโรงพยาบาลชุมชน ไปจนถึงการส่งต่อเพื่อวินิจฉัยและรักษาเฉพาะทางในโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงเรียนแพทย์ ยังรวมถึงข้อจำกัดด้านเครื่องมือ เทคโนโลยี และบุคลากร โดยเฉพาะการเข้าถึง CT Scan, MRI และยาเฉพาะทางที่กระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการดูแลรักษาที่เหมาะสม และยังสะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบบริการ
“Pathway ที่คนไข้กว่าจะมาถึงการรักษาภาวะสมองเสื่อมจริงๆ นี้ยากมาก เพราะฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจ ว่าทําไมยังมีคนที่ยังไม่เข้าถึงการรักษา เพราะว่าต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนนี้มาทั้งหมด”
นพ. อัครฐาน จิตนุยานนท์
รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
บทบาทของแพทย์และระบบสาธารณสุขมุ่งเน้นที่การวินิจฉัยและการรักษาในระยะหนึ่งเท่านั้น ขณะที่การดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมเป็นนั้นต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่องระยะยาว ซึ่งไม่สามารถพึ่งพาระบบโรงพยาบาลเพียงจุดเดียวได้ ดังนั้น หน่วยงาน อาทิเช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านการพัฒนาสังคมจึงมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาร่วมดูแลผู้ป่วยควบคู่กับระบบสาธารณสุข
ท้องถิ่นและชุมชนจึงเป็นกลไกหลักในการรองรับการดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม เนื่องจากข้อจำกัดด้านบุคลากรและทรัพยากรของโรงพยาบาล แม้จะมีนโยบายกระจายอำนาจและทรัพยากรจากส่วนกลาง แต่ศักยภาพของโรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชนยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น
การยกระดับศูนย์ดูแลกลางวัน (Day Care) ในชุมชนจึงเป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้สูงในปัจจุบัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้นหรือ MCI ซึ่งสามารถจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นสมอง ชะลอ และฟื้นฟูสมรรถภาพ ช่วยลดการเสื่อมถอยของโรค ป้องกันการดำเนินโรคไปสู่ระยะรุนแรง และส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตร่วมกับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ความพร้อมดังกล่าวอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว
ความท้าทายด้านความยั่งยืนชัดเจนในบริบทเมืองใหญ่ ในอนาคตสังคมไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครอบครัว โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองที่ครอบครัวเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อย อาจขาดผู้ดูแลในครอบครัว ส่งผลให้ความต้องการบริการดูแลในชุมชนเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ศูนย์ Day Care ยังเผชิญความท้าทายด้านการเงิน แม้ปัจจุบันจะสามารถจัดบริการในรูปแบบสาธารณะโดยอาศัยกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น แต่ในระยะยาวยังขาดความชัดเจนว่าแหล่งงบประมาณใดจะเข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อมในเขตเมือง
ความเปราะบางของผู้สูงอายุภาวะสมองเสื่อมในเขตเมืองสะท้อนชัดเจนจากงานวิจัย ICOPE (Integrated Care for Older People) ซึ่งพบว่า ในเขตราชเทวีเพียงเขตเดียวของกรุงเทพมหานคร มีประชากรกลุ่มเสี่ยงต่อภาวะ MCI และภาวะสมองเสื่อมสูงถึงร้อยละ 50 หรือประมาณ 68,000 คน ขณะที่จังหวัดลพบุรีพบร้อยละ 26 และจังหวัดสุราษฎร์ธานีทั้งจังหวัดพบร้อยละ 24
ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า พื้นที่เมืองใหญ่แม้ว่า แม้จะมีทรัพยากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขเป็นจำนวนมาก แต่กลับขาดกลไกชุมชนและระบบสนับสนุนทางสังคมในการป้องกันและดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ เมื่อเทียบกับพื้นที่ภูมิภาค ซึ่งยังมีโครงสร้างทางสังคมในชุมชน เช่น ชมรม/โรงเรียนผู้สูงอายุ หรือกิจกรรมพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ ที่ช่วยคงสุขภาวะของผู้สูงอายุไว้ได้
ระบบสุขภาพและสังคมไทย พร้อมแค่ไหนที่จะรองรับความท้าทายนี้?
ความพร้อมของ สปสช. ต่อระบบการดูแลผู้ป่วยในชุมชน
ภายใต้ระบบการดูแลระยะยาว (Long Term Care: LTC) ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แบ่งการสนับสนุนงบประมาณ ผ่านมาตรการลงทุนร่วมระหว่างรัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Matching Fund) ออกเป็น 2 ระดับหลัก
ระดับจังหวัด โดยร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ผ่าน “กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัด” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย รวมถึงผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม และกลุ่มที่มีภาวะพึ่งพิงในระยะยาว
ขณะที่ระดับตำบล ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาล ผ่าน “กองทุนตำบล” หรือ “กองทุนสุขภาพ” ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค งบประมาณส่วนนี้เป็นกองทุนท้องถิ่นในอัตรา 45 บาทต่อประชากร โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมสมทบงบประมาณ ส่งผลให้เกิดงบประมาณรวมกว่า 4,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งปัจจุบัน อบต. และเทศบาลกว่า 7,700 แห่งทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ และคาดว่าจะเข้าร่วมครบทั้งหมดภายในปี 2569
“เราเริ่มมองว่าจาก Caregiver บ้านเราเป็น Caregiver แบบจิตอาสา เราเริ่มมองแล้วว่า ต่อไปนี้เราน่าจะมองจากความอาสาเป็นอาชีพ”
คุณวีระชัย ก้อนคำ
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
หัวใจสำคัญของระบบ LTC ไม่ได้อยู่ที่งบประมาณเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ “Caregiver” ซึ่งเป็นกลไกหลักในการดูแลผู้ป่วยร่วมกับครอบครัว โดยในปี 2569 มีแผนในการยกระดับให้มีโครงสร้างที่ชัดเจนมากขึ้น โดยกำหนดให้มีการจ่ายค่าแรงแก่ Caregiver โดยตรง จากงบประมาณรวม 10,000 บาทต่อราย แยกเป็นค่าต้นทุนบริการทางการแพทย์และการดูแลพื้นฐานประมาณ 6,000 บาท และอีก 4,000 บาทสำหรับการสนับสนุนการจ้าง Caregiver โดยเฉพาะ ควบคู่กับการเติมเต็มองค์ความรู้และทักษะด้านการดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม เพื่อยกระดับคุณภาพของระบบ Long Term Care ในภาพรวม
ในด้านการเข้าถึงบริการ Long Term Care เดิมใช้เกณฑ์ความสามารถในการดำเนินกิจวัตรประจำวัน (Activities of Daily Living: ADL) โดยกำหนดให้ผู้ที่มีคะแนนต่ำกว่า 11 สามารถเข้าสู่ระบบการดูแลระยะยาว แต่ตั้งแต่ปี 2567 ได้มีการปรับปรุงเกณฑ์ให้ครอบคลุมมิติสุขภาพที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเพิ่มเกณฑ์ด้านภาวะสมองเสื่อม ผ่านการคัดกรอง PPS score, FAST ในระดับปานกลางขึ้นไป, คะแนน GDS ตั้งแต่ระดับ 5 ขึ้นไป ซึ่งถือว่าเข้าเกณฑ์การเข้ารับบริการในระบบ Long Term Care
ความพร้อมจากหน่วยงานอื่นๆ และความท้าทายของการรวมศูนย์ข้อมูล (Centralised Data)
มุมมองจากเวทีแลกเปลี่ยนสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมในประเทศไทยมีทรัพยากรและหน่วยงานที่พร้อมสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติ นอกเหนือจากมิติทางสาธารณสุข
มิติด้านการฟื้นฟูและสังคม: กรมกิจการผู้สูงอายุ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาต้นแบบการฟื้นฟูสมองผ่านโครงการ “สมองใสสร้างสุข” และการบริหารจัดการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระหว่างวัน (Day Care) เพื่อรักษาศักยภาพการใช้ชีวิตและชะลอความเสื่อมผ่านกิจกรรมบำบัด
มิติด้านการวิจัยและฐานข้อมูล: สมาคมโรคสมองเสื่อมประเทศไทย ร่วมกับเครือข่ายวิจัย (วช. และ สวรส.) ได้ศึกษาผ่านฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) กว่า 6 แสนราย ซึ่งยืนยันว่าการออกกำลังกายแบบแอโรบิก สามารถชะลอการเกิดโรคภาวะสมองเสื่อมได้ถึง 1 ใน 3 ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการลดภาระผู้ดูแล (Caregiver Burden)
มิติด้านเวชภัณฑ์และนวัตกรรม: สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมกลไกภายใต้แผนพัฒนาระบบยาแห่งชาติ มีความพร้อมในการสนับสนุนยาในกลุ่ม Breakthrough Product โดยยึดหลักเกณฑ์ความคุ้มค่าและหลักฐานทางวิชาการ เพื่อให้การนำเข้ายาที่มีราคาสูงเป็นไปอย่างมีระบบและเข้าถึงได้จริง
ความท้าทายหลักอาจไม่ใช้เพียงความพร้อมของหน่วยงานต่างๆ แต่คือการยกระดับ นโยบายสุขภาพ (Health Policy) ไปสู่ นโยบายสาธารณะ (Public Policy) ที่บูรณาการมิติทางสุขภาพ สังคม และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันอย่างเป็นองค์รวม โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การสร้าง ระบบข้อมูลกลาง (Centralised Data) เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ในการเชื่อมโยงข้อมูลที่เป็นภาพเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานต่างๆ มองเห็นทิศทางที่ชัดเจน ตั้งแต่การเข้าใจเส้นทางชีวิตผู้ป่วย (Patient Journey) ไปจนถึงการกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการจริง ระบบข้อมูลนี้ยังจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารให้สังคมเห็นภาพตรงกันว่า "ภาวะสมองเสื่อมเป็นเรื่องของทุกคน" เพื่อนำไปสู่การ เฝ้าระวัง ดูแล และรักษา แบบไร้รอยต่อ (Seamless Care) ที่เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และระบบสุขภาพไทยต่อไป
Policy Takeaways
- ภาวะสมองเสื่อมควรยกระดับจาก Health Policy ไปสู่ Public Policy
- การลงทุนใน Early Detection คุ้มค่ากว่าการดูแลในช่วงระยะท้าย
- ชุมชนกำลังหลัก แต่ต้องมีทักษะ และงบประมาณที่ชัดเจน
- Professionalising Caregiver เพื่อความยั่งยืนของ LTC
- ระบบฐานข้อมูลกลางคือกุญแจหลักของ Seamless Care
