Financing of care for older persons (IMC & LTC) เพียงพออย่างไร สูงวัยยั่งยืน

การดูแลอย่างยั่งยืนด้วยงบประมาณที่เพียงพอ: การเสริมสร้างระบบการดูแลระยะกลางและระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง

"Financing of care for older persons (IMC & LTC): เพียงพออย่างไร สูงวัยยั่งยืน” ในวันที่โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไปและสังคมสูงวัยขยายตัว ระบบการดูแลระยะกลาง (Intermediate Care: IMC) และระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Long-Term Care: LTC) ที่เป็นมากกว่าแค่การรักษาและการดูแล จะเดินหน้าต่อไปอย่างไรให้ยั่งยืนด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างไร้รอยต่อ

การศึกษาพบว่า จำนวนผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงที่เข้าสู่ระบบ LTC เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี สะท้อนภาระงบประมาณที่สูงขึ้นของประเทศ ขณะที่อัตราเบิกจ่ายค่าบริการโดย สปสช. ที่ 6,000 บาทต่อคนต่อปี (งบเพิ่มเติม 4,442 บาทต่อปี ) อาจไม่ครอบคลุมความต้องการตามกรอบองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งควรครอบคลุมถึงความต้องการด้านสุขภาพ ความต้องการด้านผู้ดูแล (รวมถึงบุคลากรทางสาธารณสุข) และความต้องการด้านสังคม โดยงบประมาณด้านสุขภาพสำหรับวัสดุสิ้นเปลืองยังไม่ครอบคลุม สะท้อนภาระที่ยังตกกับครัวเรือน  อีกทั้งยังขาดบริการสำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่มีความซับซ้อนทางการแพทย์ ซึ่งอาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลแบบสถาบัน และได้รับการดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ นอกเหนือไปจากนั้น ระบบในปัจจุบัน ยังขาดมาตรฐานการติดตามผลลัพธ์ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยต้องพึ่งเอกชนที่ค่าใช้จ่ายสูง เกิดความเหลื่อมล้ำด้านความต่อเนื่องและคุณภาพการดูแล

ในอีกด้านหนึ่ง การศึกษายังพบว่า ระบบ IMC เป็นกลไกสำคัญในการลดภาระใน LTC โดยเป็นตัวเชื่อมต่อการดูแลรักษาจากระยะฉับพลัน (acute care) ก่อนไปสู่การดูแลระยะยาว  หากมีระบบ IMC ที่เหมาะสมและ มีประสิทธิภาพในระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านของการดูแล จะสามารถลดความเสี่ยงในการเข้าสู่การมีภาวะพึ่งพิง (LTC) ในผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม ระบบ IMC เองก็ยังเผชิญความท้าทายในหลายมิติ ทั้งข้อจำกัดด้านการเข้าถึงที่ครอบคลุมเพียง 4 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บที่สมอง การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง และกระดูกสะโพกหัก ขณะเดียวกันอัตราการเข้าถึงจริงยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 80% และจำนวนครั้งการฟื้นฟูเฉลี่ยก็ยังน้อยกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 20 ครั้ง ส่งผลให้ผลลัพธ์ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถกลับมาช่วยเหลือตนเองได้นั้นยังอยู่ในระดับต่ำ เพียง 11–29% เท่านั้น

หากพิจารณาเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก จะพบว่าการผ่าตัดร่วมกับการได้รับบริการ IMC ในจำนวนครั้งที่เพียงพอและเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อการฟื้นตัวที่ดีที่สุด ลดอัตราการเสียชีวิต และยังลดต้นทุนความเจ็บป่วยต่อราย เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ผ่าตัด และไม่ได้รับ IMC อย่างมีนัยสำคัญ

จากภาพรวมทั้งหมดนี้ จึงเป็นโอกาสในการจัดเวทีระดมสมองในรูปแบบ World Café เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางการพัฒนาระบบการดูแลระยะกลาง (IMC) และการดูแลระยะยาว (LTC) ของประเทศ โดยได้รับเกียรติจาก นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) กล่าวเปิดงาน และมีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วนระดับชั้นนำ อาทิ สปสช., สสส., สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ, ศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุศิริราช และราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยการหารือมุ่งเน้นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการมองภาพรวมของการดูแลผู้สูงอายุ ให้ครอบคลุมในช่วง transition of care โดยเน้นประเด็น ความเห็นต่อระบบการจ่ายเงินแบบเหมาจ่าย (Bundled Payment), ความคาดหวังต่อระบบดูแลต่อเนื่อง (Care Transition) จากการรักษาแบบฉับพลันสู่การดูแลระยะกลางและระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง, แนวทางพัฒนา Journey of Care ตลอดจนการพิจารณาสถานการณ์ด้านการเงินการคลังของระบบ IMC และ LTC ในประเทศไทย

โดยสรุป ผู้เข้าร่วมได้เห็นพ้องว่า ระบบ IMC–LTC ควรมุ่งสู่การดูแลที่ไร้รอยต่อ โดยมุ่งเน้น คุณภาพชีวิต (Quality of Life) ของผู้ป่วยและผู้ดูแลเป็นเป้าหมายหลัก ร่วมกับค่าใช้จ่ายในภาพรวม ซึ่งตัวชี้วัดหลักที่น่าจะเป็น เช่น ความสามารถในการทำกิจวัตร (ADL) การกลับนอนโรงพยาบาลซ้ำ อายุคาดเฉลี่ย และอัตราการเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายชี้ว่าอุปสรรคสำคัญยังอยู่ที่ ผู้กำหนดนโยบายที่ยังมอง IMC และ LTC แยกส่วนกัน และเสนอให้มีการขยายสิทธิประโยชน์ของ IMC ให้ครอบคลุมกลุ่มที่กว้างขึ้น เช่น ผู้สูงอายุที่มีความสามารถในการประกอบกิจวัตร (ADL) ลดลงและภาวะสมองเสื่อม พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการปลูกฝังแนวคิดบูรณาการในหลักสูตรบุคลากรสุขภาพทุกระดับให้เห็นความสำคัญของผลกระทบที่เกิดกับผู้สูงอายุหลังการเจ็บป่วยด้วย

สำหรับการจ่ายเงินแบบเหมาจ่าย (Bundled Payment) นั้น มีทั้งเสียงสนับสนุนและข้อกังวลเรื่องความเป็นธรรมต่อโรงพยาบาลขนาดเล็ก ข้อสนับสนุนจึงเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องมีการแยกความรุนแรงของโรค กำหนดมาตรฐานบริการ และติดตามผลลัพธ์อย่างเข้มแข็ง รวมถึงอาจต้องพิจารณาหาเงินทุนสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น ภาษีสรรพสามิต หรือกองทุนระยะยาว เพื่อความยั่งยืนทางการเงิน ในส่วนของความยั่งยืนทางการเงินโดยรวม ผู้เข้าร่วมได้เสนอให้ใช้ โมเดล Cost Sharing โดยกระจายภาระไปยังหลายภาคส่วน เช่น สปสช., อปท., กองทุนเฉพาะกิจ, ภาคเอกชน และกองทุนระดับจังหวัดที่สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายจำเป็นของผู้ป่วยได้ รวมถึงมีข้อเสนอในการจัดเก็บ ภาษีสุขภาพ (Health Tax) ของประชาชนเพื่อการดูแลตนเองในอนาคต 

ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางร่วมกันของทุกภาคส่วนว่าจะร่วมทำงานกันต่อไปเพื่อพัฒนาระบบ IMC–LTC ให้มั่นคงและยั่งยืนทั้งในด้านการเงินและสุขภาพของผู้สูงวัยของประเทศต่อไป

 

 

-----------

การประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ. 2568 
“SAFE financing : การเงินการคลังเพื่อระบบสุขภาพไทยในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง”
ระหว่างวันที่ 11 - 13 ธ.ค. 2568 
โรงแรมพูลแมน คิง พาวเวอร์ (รางน้ำ) กรุงเทพมหานคร

S.A.F.E. ประกอบด้วย Sustainability ความยั่งยืน, Adequacy ความเพียงพอ, Fairness ความเป็นธรรม และ Efficiency ความมีประสิทธิภาพ

#NationalUHCConference #UniversalHealthCoverage #UHC #UHCDay2025 #HealthFinancing #SAFEFinancing #Sustainability #Adequacy #Fairness #Efficiency