มองภาพใหญ่, เจาะกลไก, ขับเคลื่อนระบบ, ผลักดันนวัตกรรมไทย

เสวนาวิชาการ
ระบบการเงินการคลังสุขภาพไทย… ‘เพียงพอ’แค่ไหน ในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป?
ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญทั้งความท้าทายเชิงโครงสร้าง และภาระที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ คำถามใหญ่ต่ออนาคตของระบบการเงินการคลังสุขภาพไทยจึงไม่ใช่แค่ “งบประมาณพอหรือไม่” แต่คือ “เราจะบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน?”
4 มุมมองสำคัญ จาก 3 กองทุนที่สนับสนุนสุขภาพหลักของประเทศไทย และกองทุนในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพที่มาร่วมออกแบบ ตั้งแต่การมองภาพใหญ่ของระบบ, การเจาะลึกกลไกเชิงข้อมูล, การขับเคลื่อนจากภาคปฏิบัติจริง ไปจนถึงการเปิดมิตินวัตกรรมที่เข้ามาช่วยเสริมความมั่นคงของระบบการเงินการคลังด้านสุขภาพไทยในอนาคต
———————————
มองภาพใหญ่ “ความเพียงพอจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?”
นพ.การุณย์ คุณติรานนท์
ผู้ทรงคุณวุฒิสายงานบริหารกองทุน สปสช.
“ทิศทางในอนาคตควรปรับจาก reactive care ไปเป็น proactive จากเดิมใช้โรงพยาบาลเป็นจุดตั้งรับ ไปดูแลเชิงรุกในชุมชน เปลี่ยนจาก secondary prevention เป็น primary prevention ปรับให้ชุมชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพตนเอง”
เงินเฟ้อของค่ารักษาทางการแพทย์ (Medical Inflation) กำลังเพิ่มสูงขึ้นถึง 9% ซึ่งเร็วกว่าการเติบโตของ GDP ที่เพียง 2% ทำให้เกิดคำถามใหญ่เรื่อง “ความเพียงพอ” ของระบบสุขภาพไทยในระยะยาว
ความเพียงพอของระบบสุขภาพไทยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ปรับมุมมองการจัดลำดับความสำคัญ (Priority Setting) ในการจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยมีหัวใจสำคัญคือการปรับเปลี่ยนจาก "ตั้งรับ" สู่ “เชิงรุก" จากที่เคย เน้นโรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง (Hospital-based )สู่ชุมชนเป็นศูนย์กลาง (Community-based) รวมทั้งจากการรักษา (Curative) ไปสู่การส่งเสริมและป้องกันโรคเชิงรุก (Proactive Care) โดยส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีบทบาทในการดูแลสุขภาพตนเองอย่างแท้จริง (People Engagement)
นอกจากนี้ การทบทวนกลไกการจ่ายเงินที่ปรับไปใช้รูปแบบการเบิกจ่ายที่เน้นประสิทธิภาพและผลลัพธ์ เช่น Bundle Payment และ Capitation Payment (จ่ายตามผลลัพธ์)
ก้าวสำคัญต่อไปคือการสร้าง ระบบบริการแบบเครือข่าย เช่น Accountable Provider Network (APN) และ Chronic Care Model เพื่อดูแลสุขภาพระยะยาว โดยมีเทคโนโลยี Digital Health Technology เป็นตัวขับเคลื่อน เช่น การพัฒนาฐานข้อมูลสุขภาพระดับชาติที่เชื่อมโยงข้อมูลของประชาชนทั่วประเทศจาก 3 กองทุน ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ทางระบบสุขภาพที่ดีขึ้น เช่น การลดความซ้ำซ้อนของการตรวจ การรักษา และการสั่งยา ความปลอดภัยของผู้ป่วยที่มากขึ้น ลดภาระงาน (workload) ของบุคลากรทางการแพทย์ และที่สำคัญส่งเสริมข้อมูลเพื่อกำกับนโยบายและวางแผนบริการที่แม่นยำขึ้น ผ่านการใช้หลักฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย (Data-Driven Decision-Making) ได้อย่างเหมาะสม
ทั้งหมดนี้คือรากฐานของ Value-Based Health Care—ระบบสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เน้นผลลัพธ์ และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ “ความเพียงพอ” ของระบบสุขภาพไทยเกิดขึ้นจริงในอนาคต
———————————
เจาะลึกกลไก “เพิ่มประสิทธิภาพระบบการจ่ายแบบใช้ข้อมูลนำ”
คุณสิทธิชัย งามเกียรติขจร
ผู้อำนวยการกองสวัสดิการรักษาพยาบาล กรมบัญชีกลาง
กลไกการจ่ายเงินในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของรัฐ ควรใช้เป็น “เครื่องมือ” ในการบริหารจัดการ ไม่ใช่ “ข้อจำกัด” โดยเสนอแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพระบบจ่ายค่าบริการให้มีความคุ้มค่าสูงสุด (Value-for-Money) บนพื้นฐานของหลักฐานเชิงวิชาการ (Evidence-Based) และข้อมูลคุณภาพสูง เพื่อให้เงินทุกบาทของรัฐสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
โดยในปัจจุบัน ภาพรวมปัจจุบันของระบบจ่ายเงินของกรมบัญชีกลางมีการจัดการเบิกจ่ายแบบปลายเปิด แต่มีการกำหนดเพดานการจ่าย มีกรอบการจ่าย ผู้ป่วยในจ่าย DRG ต่างใน base rate จากข้อมูลพบว่า ค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะสุขภาพซับซ้อน
มากไปกว่านั้น การวิเคราะห์ข้อมูลการเบิกค่ารักษาพยาบาลในระบบเบิกจ่ายตรงประเภทผู้ป่วยนอก พบว่า หมวดค่ารักษาพยาบาลที่สูงที่สุดคือ "ค่ายา" โดยมีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญในทุกๆ ปี ตั้งแต่ปี 2563 ถึง 2567 เพิ่มขึ้นถึงจาก 4.19% เป็น11.46%
ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นกว่า 70%นั้น กระจุกตัวในยากลุ่มสำคัญเพียงไม่กี่รายการ ได้แก่ ยารักษาโรคเบาหวาน (35%) ยาโรคหัวใจและหลอดเลือด (20%) ยารักษามะเร็ง (15%) กลุ่มยาเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นยาสำหรับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นภาระด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่สำคัญของประเทศ ด้านสัดส่วนการใช้ยา พบว่า ยาต้นแบบมีสัดส่วนสูงถึง 71.6% ขณะที่ยาชื่อสามัญ มีเพียง 28.4%
เพื่อรับมือกับแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านยายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงควรสร้างระบบบัญชีเฝ้าระวัง (Watchlist) สำหรับยากลุ่มเสี่ยงที่มีมูลค่าสูงและมีอัตราการเติบโตของค่าใช้จ่ายที่เร็วผิดปกติ, ทบทวนนโยบาย (Policy Review) เกณฑ์การเบิกจ่ายและแนวทางการรักษา (Clinical Guideline) เพื่อเพิ่มมาตรฐานในการ ตรวจวิฉัย รักษา และสั่งยา อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับ กลุ่มยาที่มีผลกระทบสูง (High Impact), ส่งเสริมการตัดสินใจโดยอ้างอิงความคุ้มค่า (Value-Based Decision Making) โดยใช้ข้อมูลทางวิชาการด้านการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (Health Technology Assessment: HTA) ในการประเมินความคุ้มค่าของยาใหม่ราคาสูง ก่อนเข้าสู่ระบบ และใช้ทบทวนยาเดิมที่ใช้อยู่ แนวทางเหล่านี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าการใช้จ่ายในระบบสุขภาพเป็นไปอย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
———————————
ขับเคลื่อนระบบ “ปรับ Global Budget ต้องให้ทุกฝ่ายร่วมคิด”
รศ.ดร. ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน คณะกรรมการประกันสังคม
“Financing and Democratizing ทำกองทุนให้อยู่ในที่สว่าง จัดการข้อมูล ใช้ data-driven เปิดเผย โปร่งใส การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์มากกว่าดุลยพินิจ”
การยกระดับระบบ Financing และ Democratizing ในประกันสังคมเริ่มต้นจากการ “ทำกองทุนให้อยู่ในที่สว่าง” อย่างแท้จริง ผ่านการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ เปิดเผย โปร่งใส และใช้หลักฐานเชิงประจักษ์มากกว่าดุลยพินิจ การตัดสินใจต้องอิง data-driven เพื่อลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่เหมาะสม และเพิ่มความคุ้มค่าสูงสุด (Value-for-Money) ความท้าทายยังรวมถึงจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่เพิ่มขึ้นและโครงสร้างประชากรสูงวัยที่ขยายตัว
อย่างไรก็ตาม ระบบปัจจุบันยังเผชิญข้อท้าทายหลายด้าน เช่น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ 3,007 บาทต่อผู้ประกันตนที่ถูกมองว่าเป็น “sunset benefit” เพราะกองทุนสุขภาพขาดดุล แม้กองทุนบำนาญยังมีเงินสำรองพอจ่ายได้อีก 27 ปี ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ (medical inflation) เพิ่มสูงและควบคุมได้ยาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและโรคซับซ้อนที่ใช้บริการผู้ป่วยนอกจำนวนมาก
ความสัมพันธ์ระหว่างประกันสังคมและโรงพยาบาลเอกชนซึ่งเป็นลักษณะ “พันธมิตรเชิงธุรกิจ” ก่อให้เกิดความท้าทายเรื่องงบประมาณและกลไกตรวจสอบ โรงพยาบาลบางแห่งขอปรับ global budget สำหรับโรครุนแรง ขณะที่กระบวนการ post-audit เดิมไม่สามารถยกเลิกสัญญาหรือให้บทลงโทษได้ แม้พบความผิดปกติ จึงต้องพัฒนาเครื่องมือใหม่ เช่น AI pre-audit เพื่อทบทวนความจำเป็นของการรักษาก่อนอนุมัติ เช่น การใช้เทคโนโลยีราคาแพงอย่างผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ การรักษาด้วยพลาสม่าเกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) หรือหัตถการที่ยังขาดหลักฐานรองรับ ประกันสังคมยังได้ยกเลิก global budget และให้นักคณิตศาสตร์ประกันภัยทำการวิเคราะห์และคาดการณ์ไปข้างหน้าเพื่อสร้างความยั่งยืนของกองทุน
เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ระบบมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น (Democratize) เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตน และ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ร่วมมีพื้นที่ ในการร่วมออกแบบมากทิศทางกองทุน ควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของการบริหารจัดการอย่างแท้จริง เพื่อสร้างกลไกความรับผิดชอบร่วมกันในทุกภาคส่วน เช่น การปฏิรูประบบคณะกรรมการการแพทย์ การเพิ่มสิทธิประโยชน์ที่จำเป็น เช่น การทำฟันในโรงพยาบาลรัฐ และการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เพื่อนำมาลงทุนพัฒนาระบบ audit แทน เป็นต้น
รวมทั้ง เดินหน้ากระบวนการ harmonize กองทุนสุขภาพทั้งสาม เพื่อผนึกกำลัง ทำให้ระบบสุขภาพโดยรวมมีเสถียรภาพ โปร่งใส ใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด
———————————
นวัตกรรมเพื่ออนาคต “เทคโนโลยีไทยสร้างความมั่นคงระบบสุขภาพได้”
ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา
ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS)
“TCELS จะเข้ามาสร้างองคาพยพช่วยลดปัญหาความไม่พียงพอของงบประมาณโดยการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิการการวินิจฉัยและการรักษา เทคโนโลยีอะไรที่เราเป็น follower แล้วมีอะไรที่เราทำเองได้ โรคเบาหวานมีการเบิกจ่ายสูง แล้วเราควรทำเทคโนโลยีอะไรมาช่วยแก้ปัญหา เราจะให้ทุน start up และจะหาการลงทุนร่วมภายในประเทศ”
การค้นหานวัตกรรมสุขภาพที่สามารถเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของระบบ รวมถึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ เป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทยในเวลานี้ โดยเฉพาะในบริบทที่การรักษาต่าง ๆ ยังคงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองระยะเริ่มต้น (early-stage detection) และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม (innovation ecosystem) ที่เข้มแข็ง จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนบทบาทของไทยจาก “ผู้ตาม” ไปสู่ “ผู้นำ” พร้อมเปิดพื้นที่ให้ SME และ Startup เติบโตในระบบ รวมถึงการขยายผลเชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง
ประเทศไทยยังมีศักยภาพที่โดดเด่น ด้านการวิจัยและพัฒนาในหลายเทคโนโลยีสำคัญ อาทิ Digital Health & AI (การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์), Smart Medical Devices (อุปกรณ์ทางการแพทย์อัจฉริยะ), Deep Biotech (เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง) และ Data System (ระบบข้อมูลสุขภาพ) ที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างสำคัญคือบริษัทรุ่นใหม่อย่าง Percepta ที่พัฒนาเทคโนโลยี AI วิเคราะห์ฟิล์มเอกซเรย์ ช่วยขยายผลการอ่านภาพ เพิ่มความเร็วในการวินิจฉัย และมีศักยภาพในการลดต้นทุนการรักษาได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยน "ศักยภาพ" ให้เป็น "ผลลัพธ์ที่ยั่งยืน" ยังเผชิญกับความท้าทายสำคัญคือ การผลักดันนวัตกรรมให้เกิดผลในวงกว้างอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการเสริมความแข็งแกร่งใน 3 ด้านหลัก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่จำเป็น กฎระเบียบ (Regulatory Readiness) ที่ปรับปรุงให้สอดคล้องและทันสมัย เพื่อสนับสนุนการนำนวัตกรรมไปใช้จริงอย่างรวดเร็ว เช่น เช่น การทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อย่นระยะเวลาการขึ้นทะเบียนสำหรับนวัตกรรมที่จำเป็นเร่งด่วน รูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืน (Sustainable Business Model) การสร้างโมเดลทางธุรกิจที่มั่นคง เพื่อให้นวัตกรรมไทยสามารถ เติบโต แข่งขันได้ ลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ และพร้อมเข้าสู่การใช้งานจริงทั้งในเชิงพาณิชย์และในระบบสุขภาพไทยได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ดำเนินรายการโดย
รศ.พญ.วราลักษณ์ ศรีนนท์ประเสริฐ
หัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
—-------
การประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ. 2568
“SAFE financing : การเงินการคลังเพื่อระบบสุขภาพไทยในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง”
ระหว่างวันที่ 11 - 13 ธ.ค. 2568
โรงแรมพูลแมน คิง พาวเวอร์ (รางน้ำ) กรุงเทพมหานคร
S.A.F.E. ประกอบด้วย Sustainability ความยั่งยืน, Adequacy ความเพียงพอ, Fairness ความเป็นธรรม และ Efficiency ความมีประสิทธิภาพ
#NationalUHCConference #UniversalHealthCoverage #UHC #UHCDay2025 #HealthFinancing #SAFEFinancing #Sustainability #Adequacy #Fairness #Efficiency
