ก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง ด้วยการลงทุนที่ยั่งยืน และนวัตกรรมเพื่อความเท่าเทียม
1 พฤษภาคม 2568 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ (Siriraj Health Policy) ได้รับเกียรติสัมภาษณ์พิเศษ นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและขยายผลนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพไทยสู่ตลาดภาครัฐ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) เพื่อจัดทำวิดีโอ "การถอดบทเรียนนวัตกรรมสุขภาพไทย”
ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการก้าวข้าม “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” ที่เผชิญมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ โดยสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งผลักดัน ไม่ใช่เพียงการสร้างนวัตกรรม แต่คือการวางรากฐานระบบนิเวศที่เกื้อหนุนให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน
---------------
“เราต้องลงทุนกับคน ลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐาน (Invest)
ต้องนำเทคโนโลยีจากภายนอกเข้ามาเสริม (Infuse)
และในที่สุด ต้องมีนวัตกรรมของเราเอง (Innovate)”
— นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ
---------------
เปลี่ยน "สิ่งประดิษฐ์" ให้กลายเป็น "นวัตกรรม" ที่ใช้ได้จริงในระบบสุขภาพ
“ตลาดภาครัฐ” คือแรงผลักสำคัญที่ช่วยให้นวัตกรรมไทย โดยเฉพาะจากผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SME) ก้าวข้ามช่วงเปราะบางที่เรียกว่า “หุบเหวนวัตกรรม” (Crossing the chasm) — ช่วงเวลาที่ไอเดียดี ๆ มักไปไม่ถึงโอกาสการใช้งานจริง เพราะขาดทรัพยากร งบประมาณ หรือกลไกส่งเสริมให้เติบโต
การผลักดันนวัตกรรมเข้าสู่ระบบสุขภาพ จำเป็นต้องมี “กลไกเชื่อมต่อ” ที่สำคัญ ได้แก่:
- การขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อรับรองความปลอดภัยและประสิทธิภาพ
- การขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยโดย สวทช. เพื่อยืนยันคุณค่าและศักยภาพของเทคโนโลยี
- การบรรจุเข้าสู่สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
- การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องโดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน)- TCELS เพื่อปรับปรุงพัฒนาต่อยอดสู่เวอร์ชันที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เพราะ “ตลาดภาครัฐ” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อ แต่คือ กลไกสำคัญในการเปิดทาง ให้นวัตกรรมเริ่มต้นใช้งานจริง และสร้างความเชื่อมั่น -ทั้งในมุมผู้ให้บริการและผู้รับบริการ- ให้เกิดขึ้นในระบบสุขภาพ ซึ่งถือเป็น ด่านสำคัญแรก ที่จะพานวัตกรรมไทยไปถึงมือประชาชน และส่งเสริมให้ผู้พัฒนาสามารถเติบโตต่อในตลาดระดับที่สูงหรือใหญ่ขึ้นต่อไปได้
ที่ผ่านมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ได้รับการสนับสนุนและผลักดัน อาทิเช่น รากฟันเทียม ถุงทวารเทียม แผ่นปิดกระโหลกเทียมฉพาะบุคคลผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เท้าเทียมไดนามิก วัคซีนป้องกันไอกรนชนิดไร้เซลล์
นวัตกรรมสุขภาพไทย = เทคโนโลยี + ระบบ + ความเท่าเทียม
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการ ไม่ใช่แค่นวัตกรรมเชิงเทคโนโลยี แต่ต้องรวมถึง:
- นวัตกรรมเชิงระบบ: เช่น รูปแบบบริการหรือกระบวนการจัดการ
- นวัตกรรมเชิงสังคม: ที่มุ่งเป้าไปที่ “ความเท่าเทียม” ในการเข้าถึงบริการสุขภาพ
ซื้อของไทย สร้างระบบสุขภาพไทยที่เท่าเทียมและยั่งยืน
ประเทศไทยมีศักยภาพและพลังในการออกแบบระบบสุขภาพของตนเอง หากเราต้องการให้นวัตกรรมของไทยไปได้ไกลกว่านี้ “ตลาดภาครัฐ” ต้องทำหน้าที่ ไม่ใช่เพียงผู้ซื้อ แต่เป็น กลไกเชิงรุกในการผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง
และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมี “ผู้เล่นภาครัฐ” จากหลายหน่วยงานเข้ามามีบทบาท และร่วมมืออย่างจริงจังมากขึ้น อาทิเช่น กระทรวงพาณิชย์ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม ที่มีหน้าที่สำคัญในการกำหนดทิศทางระบบและการออกแบบสิทธิประโยชน์
เพราะการหลุดพ้นจาก “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อประเทศไทยมีระบบสุขภาพที่ขับเคลื่อนด้วย “นวัตกรรมเพื่อความเท่าเทียม” และเติบโตจากศักยภาพของคนไทยเอง
—
นวัตกรรมที่ดี ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
#SirirajHealthPolicy #TCELS #UHC#MedicalInnovation #นวัตกรรมไทยเพื่อคนไทย
