ประวัติภาควิชาศัลยศาสตร์

ระยะเวลา 90 ปีนั้นนับว่าเป็นระยะเวลาอันยาวนานไม่น้อย ถ้าเป็นมนุษย์ ก็เรียกว่าอยู่ในวัยสูงอายุแล้วนับวันแต่จะร่วงโรย แต่เมื่อเป็นองค์กรที่อยู่มาถึง 90 ปี ด้วยความวัฒนาสถาวร ต้องนับว่าเป็นความมั่นคง ที่น่าภาคภูมิใจที่ได้รับมรดกอันล้ำค่านี้ไว้ ภาควิชาศัลยศาสตร์ ปัจจุบันนี้ทำหน้าที่บริการรักษาด้านศัลยกรรมแก่ผู้ป่วย , ทำหน้าที่ให้ความรู้สติปัญญาในวิชาศัลยศาสตร์แก่บุคลากรทางการแพทย์ ทำหน้าที่ชี้นำสังคมให้เข้าใจดีด้านวิชาการศัลยศาสตร์ และมีหน้าที่วิจัยความรู้ แก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาวิชาศัลยศาสตร์ อันจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน หน้าที่ดังกล่าวเหล่านี้ จะเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันในการจัดตั้งแรกเริ่ม ที่มีปัจจัยแวดล้อมไม่เอื้ออำนวยนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ฉันท์ใด ภาควิชาศัลยศาสตร์ จึงไม่ได้ก่อกำเนิดขึ้นเป็นภาควิชาฯ ตั้งแต่แรกเริ่มมี โรงศิริราชพยาบาลฉันท์นั้น แต่ภาควิชาศัลยศาสตร์ เป็นผลจากวิวัฒนาการมาตั้งแต่การจุดประกายงานด้านศัลยกรรม อันเป็นงานบริการรักษาผู้ป่วย ด้วยวิธีการทางศัลยกรรมครั้งแรก ให้ประชาชนเริ่มมีความเชื่อถือ ในสยามประเทศ ดังที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ เช่น ผลงานของนายแพทย์ แดน บีช แบรดเลย์ หรือหมอปลัดเล ผู้ตัดแขนพระภิกษุที่ถูกระเบิดจากไฟพะเนียงในงานวัดประยูรวงศาวาส เมื่อ 13 มกราคม พ . ศ .2380 ตั้งแต่ยังไม่มียาสลบ หรือการใช้ อีเธ่อร์ เป็นยาสลบ ที่นายแพทย์ เฮ้าส์ ให้แก่หญิงชรา อายุ 84 ปี เพื่อผ่าเอาไม้รวกที่ตำออก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ สมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แล้วค่อย ๆ ปลูกฝังความเชื่อถือในการรักษาด้วยวิธีทางศัลยกรรมมากขึ้น ในสังคมชาวสยาม ... ดังนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโรงศิริราชพยาบาล ให้เป็นทานแก่พสกนิกรชาวสยาม เมื่อ พ . ศ .2431 จึงเริ่มการบริการรักษาด้วยวิธีศัลยกรรมในโรงพยาบาลของทางราชการ แต่งานศัลยกรรมจะต่อเนื่องกันไปได้ก็ด้วยการสร้างศัลยแพทย์ไว้ทดแทนในโรงเรียนแพทย์จึงปรากฏในดำริของคอมมิตตี ที่จัดตั้งโรงเรียนพยาบาล สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ หนึ่งในคอมมิตตี ได้เคยกราบบังคมทูลไว้ตอนหนึ่งว่า " --- ----- การที่จะฝึกวิชาแพทย์ในชั้นต้นนี้ ต้องการหัดเพียงวิชาเซอร์เยอรี คือ การบาดแผลสด ซึ่งเป็นสิ่งมีประโยชน์ต่อการให้ไทยทำได้นั้นก่อนอย่างอื่น -----" แต่การสร้างคนนั้นเป็นงานที่ยาก ไม่ว่าสมัยไหน ๆ ยิ่งสมัยที่ต้องสอนคนที่มีพื้นฐานเพียงอ่านออกเขียนได้ และไม่ค่อยเต็มใจมาเรียน จนต้องจ้างให้มาเรียนเพื่อเป็นแพทย์ที่สามารถผ่าตัดได้นั้น จะยากเย็นแสนเข็นประการใด ระยะเวลาที่เรียนก็ใช้ถึง 3 ปี และในระยะเวลานั้น ก็มีการสอน วิชาศัลยศาสตร์ เพียงบรรยาย 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในวันพุธ แล้วฝึกหัดเอง อีก 2 ชั่วโมง ผู้สอนก็มีท่านเดียวในตอนแรก คือ นายแพทย์ ยอร์ช แมคฟาร์แลนด์ หรือพระอาจวิทยาคม และครูท่านเดียวกันนี้ จะต้องเป็นผู้สอบอีกด้วย ดังนั้น จึงมองเห็นความลำบากยากเย็น ของคุณพระอาจวิทยาคม ที่ท่านอดทนทำถึง 30 ปีเศษ ท่านสร้างคน ได้ 220 คน ใน 220 คนนี้ เมื่อสำเร็จแล้ว ยังไปประกอบอาชีพอื่น ที่ไม่ใช่แพทย์เสียก็มาก จำนวนที่เหลือเป็นแพทย์ ก็มีแพทย์ผ่าตัด เพียงไม่กี่คน ดังนั้น จึงมีจำนวนนับตัวได้ที่จะมาเป็นครูอาจารย์สอนในโรงเรียนแพทย์ ทั้งนี้ เพราะสถานะภาพของแพทย์เอง ก็ตกต่ำกว่าข้าราชการแขนงอื่น ๆ ดังนั้น ครูแพทย์สมัยนี้ ที่ว่าสอนนักเรียนนั้น ยากนัก ก็คงเทียบกับครึ่งหนึ่งของคุณพระอาจวิทยาคมไม่ได้เป็นแน่นอน ภาควิชาศัลยศาสตร์ ดังที่กล่าวข้างต้นมีหน้าที่อย่างน้อย 3 ประการที่สำคัญ คือ :- 1. จัดการเรียนการสอนนักศึกษาให้มีความรู้ความสามารถในวิชาศัลยศาสตร์ จนนำ ไปปฏิบัติต่อผู้ป่วยได้อย่างปลอดภัย 2. จัดและบริการการรักษาพยาบาลผู้ป่วย ด้านศัลยกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3. วิจัยความรู้เพื่อพัฒนาวิชาการแขนงศัลยศาสตร์ให้นำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ แต่หน้าที่ทั้ง 3 ประการนี้ จะเกิดขึ้นพร้อมกันในสภาพที่ปัจจัยไม่เอื้ออำนวยของกรุงเทพฯ ในอดีต คือปี พ.ศ.243 3 นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นสิ่งแรกที่ถือว่าเป็นเชื้อก่อกำเนิด คืองานศัลยกรรม อันเป็นงานการปฏิบัติรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการทางศัลยกรรม หรือการใช้วิชาศัลยศาสตร์ในแง่ปฏิบัติ เป็น อันดับต้น ซึ่งจะเป็นเครื่องชักจูงให้ประชาชนเกิดศรัทธาต่อการรักษาสมัยใหม่ โดยเฉพาะการรักษาโดยใช้วิธีการทางศัลยกรรม แล้วค่อย ๆวิวัฒนาการมาถึงขั้นจัดการศึกษาวิชาความรู้ด้านศัลยศาสตร์แก่บุคลากรทางการแพทย์ และต่อมาก็จัดให้มี องค์กรรวมทำหน้าที่ ทั้ง 3 ประการดังกล่าวข้างต้น วิวัฒนาการเหล่านี้ได้ดำเนินมาเป็นระยะ ๆ จนเป็นภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ ในปัจจุบันนี้ พอจะกล่าวได้ว่า มี 6 ระยะด้วยกัน ( อาจารย์เกษมเขียนไว้ถึงปี 2538 แต่ผู้เรียบเรียงขอต่อไปอกหนึ่งระยะในช่วง 12 ปีสุดท้ายเป็นช่วงของปี หลังประเทศไทยเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ฟองสบู่แตกอีกหนึ่งระยะ) คือ :- 1. ระยะก่อกำเนิด 2. ระยะมูลนิธิร็อคคิเฟลเล่อร์ช่วยปรับปรุง 3. ระยะสงคราม 4. ระยะฟื้นตัวหลังสงคราม 5. ระยะเทคโนโลยี่ชั้นสูง 6. ระยะฟองสบู่แตก