ประวัติภาควิชา
ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู ได้จัดตั้งขึ้นเป็นภาควิชาที่ 19 ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2536
ปัจจุบันสำนักงานภาควิชาตั้งอยู่ที่ตึกศรีสังวาลย์ ชั้น 9 โรงพยาบาลศิริราช ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟูมีการดำเนินงานและการพัฒนาสาขาวิชา
และภาควิชาอย่างต่อเนื่องโดยการดำเนินงานและการพัฒนาสาขาวิชาและภาควิชาที่สำคัญในระหว่างปี พ.ศ. 2492 - ปัจจุบัน มีดังต่อไปนี้
พ.ศ. 2492
-ศาสตราจารย์นายแพทย์เฟื่อง สัตย์สงวน ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยออร์โธปิดิคส์ แผนกศัลยศาสตร์ เริ่มให้การบำบัดรักษาทางกายภาพบำบัดแก่ผู้ป่วยโดยใช้เครื่อง
อบไฟฟ้าและแสงไฟอินฟราเรด
พ.ศ. 2495
- มีโรคโปลิโอระบาดเป็นครั้งแรกในประเทศไทย จึงเริ่มให้การรักษาด้วยการกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า การนวด และการบริหารกล้ามเนื้อ
- มีการเปิดการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านคนแรกของหน่วยกายภาพบำบัด
พ.ศ. 2496
วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2496 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทาน Hubbard tank และ Whirl pool ในการรักษาผู้ป่วยทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยเฉพาะผู้ป่วยโปลิโอ
พ.ศ. 2497
- เริ่มส่งแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ ไปศึกษาอบรมด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูยังต่างประเทศ
พ.ศ. 2500
- มีการจัดตั้งโรงงานกายอุปกรณ์ผลิตแขนขาเทียมและเบรสเพื่อช่วยเหลือบุคคลพิการ
พ.ศ. 2501
- มีการบรรยายวิชากายภาพบำบัดแก่นักศึกษาแพทย์ ปี 6 เป็นครั้งแรก
พ.ศ. 2503
- วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2503 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีเปิด "ตึกศรีสังวาลย์" เป็นที่ทำการของหน่วยเวชศาสตร์ฟื้นฟู
พ.ศ.2513
- มีการเปิดหน่วยชั้นเรียนพิเศษสอนเด็กเจ็บป่วยในโรงพยาบาลศิริราช โดยมีครูระดับปริญญาตรี ทางครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์ จากกองการศึกษาพิเศษ กรมสามัญศึกษา เป็นผู้ทำการสอนตามหลักสูตรชั้นเรียนทั่วไปของกรมสามัญศึกษา ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล จนถึงชั้นมัธยมปลาย
พ.ศ. 2521
- เริ่มมีบุคลากรปฏิบัติงานด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ได้แก่ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พยาบาลเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักอรรถบำบัด นักกายอุปกรณ์เสริมหรือเทียม ครูสอนชั้นเรียนพิเศษ และนักสังคมสงเคราะห์
พ.ศ. 2530
- วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2530 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดตึกศรีสังวาลย์
พ.ศ. 2531
- แพทยสภาอนุมัติให้เปิดการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางสาขาวิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟูขึ้น
พ.ศ. 2536
- สาขาวิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟูได้รับการอนุมัติให้ตั้งเป็น "ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู" เมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2536
พ.ศ. 2545
- มีการจัดตั้งหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากายอุปกรณ์ จากความร่วมมือระหว่างคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ โดยการสนับสนุนของมูลนิธินิปปอน นับเป็นหลักสูตรปริญญาตรีหลักสูตรแรกของสาขาวิชาชีพนี้ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
พ.ศ. 2547
- วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 เปิดหอผู้ป่วยเฉลิมพระเกียรติ 11 รับผู้ป่วยสามัญและพิเศษเดี่ยวเพื่อให้บริการรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยอายุมากกว่า 15 ปี ที่ต้องการ
การรักษาทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู เช่น ผู้ป่วยที่มีภาวะอัมพฤกษ์อัมพาต ผู้ป่วยแขนขาขาด
พ.ศ. 2549
- เดือนกันยายน พ.ศ. 2549 ได้เปิดบริการจดทะเบียนคนพิการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (one-stop service) โดยให้บริการจดทะเบียนคนพิการ ออกสมุดประจำตัวคนพิการ บริการเปลี่ยนประเภทสิทธิ 30 บาท การตรวจสอบสิทธิ แนะนำสิทธิ และการเข้ารับบริการโดยใช้สิทธิที่ถูกต้อง โดยการประสานงานระหว่างหน่วยสังคมสงเคราะห์ของ
ภาควิชากับสำนักส่งเสริมและพิทักษ์คนพิการ และสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็กเยาวชนผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ จัดเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในกรุงเทพมหานครที่ให้บริการจดทะเบียน
คนพิการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว
- วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2549 โรงเรียนกายอุปกรณ์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชานุญาติ ให้ใช้ชื่อว่า “โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร”
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภาควิชาได้ให้บริการทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู โดยเน้นการรักษาแบบองค์รวมโดยสหสาขาวิชาชีพ มีบทบาทในการชี้นำสังคมไทยด้านสุขภาพอนามัยและการฟื้นฟูสมรรถภาพและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน คณาจารย์และบุคลากรในภาควิชาได้พยายามศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาสุขภาพอนามัย การฟื้นฟูสมรรถภาพและเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยยึดวิสัยทัศน์ว่าจะเป็นสถาบันชั้นนำทางเวชศาสตร์ฟื้นฟูในเอเชียอาคเนย์ในปี พ.ศ. 2553 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะผลิตแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู และนักกายอุปกรณ์ ให้ได้มาตรฐานสากล สามารถทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาวการณ์ของสังคม สามารถพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าและทันสมัยอยู่เสมอ มีคุณธรรมจริยธรรม รับผิดชอบต่อสังคม ถือประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นที่ตั้ง และปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์โดยยึดหลัก อตฺตานํ อุปมํ กเร
