ความรู้สู่ประชาชน
  แนวทางการฟื้นฟูเด็กจากภาวะสมองพิการ
    ผู้แต่ง : อ.พญ.รัชริน คงคะสุวรรณ  
   

ภาวะสมองพิการ หรือ CP (Cerebral palsy)  คือ ภาวะความผิดปกติทางด้านการเคลื่อนไหวและท่าทางที่พบในทารกหรือเด็ก สาเหตุจากการบาดเจ็บหรือความผิดปกติของเนื้อสมองจากสาเหตุต่าง ๆ  ซึ่งพบอุบัติการณ์ของภาวะนี้สูงที่สุดในภาวะความพิการทางระบบกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวที่พบในทารกหรือเด็ก

มีภาวะหลายอย่างที่อาจจะเป็นสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของภาวะสมองพิการ โดยสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของเนื้อสมองจากสาเหตุต่าง ๆ  ได้แก่

-          ความเสี่ยงตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เช่น ภาวะทารกตัวเล็กในครรภ์ น้ำหนักแรกคลอดน้อย มีการติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ มีปัญหาสมองขาดเลือดหรือผิดปกติ หรือมารดามีโรคประจำตัว เช่น ไทรอยด์ผิดปกติ ภาวะเลือดออกง่าย เป็นต้น

-          ความเสี่ยงระหว่างคลอด เช่น เด็กคลอดก่อนกำหนด มีปัญหาคลอดยาก มีภาวะเลือดออกในสมองหรือสมองขาดออกซิเจนในช่วงแรกเกิด หรือมีความเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้เกิดภาวะสมองขาดออกซิเจนได้

-          ปัจจัยเสี่ยงหลังคลอด เช่น มีการบาดเจ็บ เลือดออกในสมอง ติดเชื้อของสมองภายหลังคลอด ภาวะตัวเหลือง โรคทางพันธุกรรม เป็นต้น

การดูแลฟื้นฟูเด็กสมองพิการนั้น เด็กควรได้รับการตรวจประเมินจากแพทย์ตั้งแต่แรกคลอด โดยแพทย์จะทำการตรวจร่างกายระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาท รวมทั้งประเมินพัฒนาการด้านต่าง ๆ อย่างละเอียด เช่น พัฒนาการการเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่ พัฒนาการทางภาษาและสังคม พัฒนาช่องปากและการดูดกลืน เพื่อช่วยให้ทราบเกี่ยวกับความผิดปกติที่เกิดขึ้น นำไปสู่การวินิจฉัย กำหนดเป้าหมาย และวางแผนการรักษา ให้โปรแกรมการฟื้นฟูและกระตุ้นพัฒนาการได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมตั้งแต่เบื้องต้น เพื่อผลที่ดีที่สุด ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน และเพื่อให้เด็กมีพัฒนาการใกล้เคียงปกติมากที่สุด

อาการแสดงของภาวะสมองพิการอาจมีความแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นอยู่กับตำแหน่งการบาดเจ็บของเนื้อสมองว่าสมองในส่วนนั้นทำหน้าที่อย่างไร โดยอาการ อาการแสดง หรือความผิดปกติในกลุ่มเด็กสมองพิการ และแนวทางการดูแลฟื้นฟูในแต่ละด้าน ประกอบด้วย

 

 

 

1.       พัฒนาการล่าช้า

เนื่องจากผู้ป่วยในกลุ่มนี้มีความผิดปกติของสมองที่ทำหน้าที่สั่งการด้านการเคลื่อนไหวและกล้ามเนื้อผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ควบคุมลำบาก ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ล่าช้ากว่าอายุจริง ได้แก่ พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่ มัดเล็ก เช่น การชันคอ นั่ง ยืน เดิน หรือพัฒนาการหยิบจับ  นอกจากนี้ยังพบปัญหาพัฒนาการด้านภาษาและสังคม เด็กอาจมีปัญหาพูดช้ากว่าเด็กปกติ หรือพูดไม่ชัด   การประเมินและฝึกกระตุ้นส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ และฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยจะต้องกระทำตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

 

2.       ภาวะกล้ามเนื้อเกร็ง ข้อต่อติดยึด

เป็นปัญหาสำคัญและพบบ่อยในเด็กสมองพิการ ซึ่งมักพบภาวะกล้ามเนื้อตึงตัวและเกร็งมากกว่าปกติ ทำให้ข้อต่อยืดเหยียดลำบาก ส่งผลรบกวนการประกอบกิจวัตรประจำวัน และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะข้อต่อติดผิดรูป  ทำให้การจัดท่าผู้ป่วยและการดูแลสุขอนามัยได้ลำบาก เกิดภาวะแผลกดทับตามมาได้  บางรายทำให้การเดินไม่ปกติ เช่น เดินในท่าเขย่ง เข่างอ   โดยแพทย์จะพิจารณาให้การรักษา ดังต่อไปนี้

-  ค้นหาและขจัดสาเหตุที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อเกร็งกระตุกมากขึ้น เช่น ภาวะติดเชื้อ แผลกดทับ ภาวะทุพโภชนาการ เป็นต้น เมื่อได้แก้ไขสาเหตุเหล่านี้แล้ว การเกร็งกระตุกมักจะลดลง

-  วิธีทางกายภาพบำบัด เช่น การจัดท่าที่เหมาะสมโดยแนะนำการจัดที่นั่งให้เหมาะสม การใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบ นวด และบริหารกล้ามเนื้อให้คลายตัว ยึดกล้ามเนื้อและข้อต่อเพื่อเพิ่มพิสัยข้อต่อไม่ให้ติดยึด

-  กายอุปกรณ์เสริม เพื่อช่วยยืดหรือป้องกันข้อหดรั้ง ผิดรูป และช่วยในการยืนเดิน ได้แก่ กายอุปกรณ์ประคองเท้าและข้อเท้า (ankle-foot orthosis, AFO)

-  การให้ยาลดเกร็ง ซึ่งมีทั้งแบบกินหรือฉีดเฉพาะที่ โดยแพทย์จะพิจารณาให้ยาอย่างเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย

-  การผ่าตัด ในบางกรณีที่ข้อยึดติดแข็งมาก และการรักษาดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ผล อาจจำเป็นต้องพิจารณาการผ่าตัด เช่น การผ่าตัดยืดเอ็นร้อยหวาย เป็นต้น

 

3.       ภาวะกระดูกสันหลังคดหรืองอ

การนั่งเป็นเวลานาน ร่วมกับผู้ป่วยมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อหลัง ทำให้เสี่ยงที่จะเกิดภาวะหลังคดหรืองอ ซึ่งถ้าผู้ป่วยที่มีภาวะหลังคดที่มากกว่า 70 องศา ทำให้อัตราความเสี่ยงในระบบการหายใจเพิ่มขึ้น ดังนั้นควรป้องกันภาวะดังกล่าว โดยแพทย์จะตรวจร่างกายหรือติดตามภาพถ่ายทางรังสีอย่างต่อเนื่อง แนะนำการปรับที่นั่งโดยมีหมอนหรือเบาะรองบริเวณหลังอย่างเหมาะสม ให้กระดูกสันหลังและเชิงกรานอยู่ในแนวตรง ไม่คดหรืองอ ร่วมกับการออกกำลังกายกล้ามเนื้อหลังเพื่อเพิ่มพิสัยและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัง  บางรายแพทย์อาจพิจารณาทำที่นั่งหรือกายอุปกรณ์ประคองลำตัว ในกรณีที่กระดูกสันหลังคดมาก แพทย์อาจพิจารณาส่งปรึกษาแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมกระดูกเพื่อพิจารณาข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดกระดูกสันหลังต่อไป

 

 

 

4.       ภาวะสะโพกหลุดเคลื่อน

ในผู้ป่วยสมองพิการที่มีการอ่อนแรงมาก ไม่ได้ยืน เดิน และ/หรือมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้องอและหุบสะโพกเข้าใน ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติของข้อสะโพก เสี่ยงต่อภาวะสะโพกหลุดเคลื่อนได้ แพทย์จะตรวจร่างกายหรือติดตามภาพถ่ายทางรังสีอย่างต่อเนื่อง เพื่อพิจารณาให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

 

5.       ปัญหาการดูดกลืน

ผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจพบปัญหากล้ามเนื้อที่ใช้ในการดูด เคี้ยว และการกลืน  ซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อริมฝีปาก ลิ้น คอ และกล้ามเนื้อหายใจ อ่อนแรง มีการเคลื่อนไหวผิดปกติ และ/หรือทำงานไม่ประสานกัน ส่งผลต่อคุณภาพการดูด เคี้ยว และการกลืน การควบคุมน้ำลาย บางรายพบภาวะกรดไหลย้อนร่วมด้วย ซึ่งอาจส่งผลต่อภาวะโภชนาการของเด็ก  และมีความเสี่ยงต่อภาวะสำลัก ปอดอักเสบ โดยแพทย์จะวางแผนการรักษาที่เหมาะสม  ได้แก่ การจัดท่าทาง ท่าอุ้มหรือแนะนำการใช้เก้าอี้ที่เหมาะสม โดยจัดให้ศีรษะเด็กก้มเล็กน้อยระหว่างกลืน เพื่อช่วยให้เด็กปิดปากและกลืนได้ดีขึ้น เพื่อป้องกันการสำลัก  นอกจากนี้นักกิจกรรมบำบัดจะให้คำแนะนำผู้ปกครอง ในการนวดกระตุ้นและออกกำลังกล้ามเนื้อริมฝีปาก ลิ้น คาง กราม เพื่อกระตุ้นพัฒนาการดูดกลืน  และการเคี้ยว การให้คำแนะนำสูตรหรือลักษณะอาหารที่เหมาะสม ให้การรักษาภาวะกรดไหลย้อนที่พบร่วมด้วย ในบางรายที่มีปัญหาการดูดกลืนมาก ทำให้เสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการ แพทย์อาจพิจารณาการให้อาหารทางสายยาง (Nasogastric tube)  

 

6.       ปัญหาระบบการหายใจ

ผู้ป่วยสมองพิการมีความเสี่ยงต่อภาวะความผิดปกติของระบบการหายใจ การควบคุมกล้ามเนื้อการหายใจ การไออย่างไม่มีประสิทธิภาพ การขจัดเสมหะทำได้ไม่เต็มที่ ซึ่งการฟื้นฟูที่เหมาะสม คือ การให้คำแนะนำในการออกกำลังกายกล้ามเนื้อปอดและกระบังลม  ในบางรายนักกายภาพบำบัดจะแนะนำการเคาะหรือสั่นปอดและการจัดท่าเพื่อระบายเสมหะ

 

7.       ปัญหาอื่น ๆ ที่พบร่วมได้ เช่น พัฒนาการด้านสติปัญญาล่าช้า ความผิดปกติของการมองเห็นและการได้ยิน ภาวะ

ชัก เป็นต้น ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจประเมินและพิจารณาให้การรักษาฟื้นฟูที่เหมาะสมต่อไป

เนื่องจากเด็กสมองพิการมักมีความผิดปกติร่วมกันหลายอย่าง เช่น ความผิดปกติเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวการเดิน การดูดกลืน พัฒนาการด้านต่าง ๆ  ทางสติปัญญา ความบกพร่องทางการมองเห็น การสื่อสาร เป็นต้น การรักษาเด็กสมองพิการจึงต้องอาศัยการดูแลเป็นพิเศษ การให้การวินิจฉัยและรักษาฟื้นฟูตั้งแต่ระยะแรก  เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน ให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ และเติบโตต่อไปได้อย่างมีคุณภาพมากที่สุด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือในการรักษาระหว่างทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักอรรถบำบัด นักสังคมสงเคราะห์ และที่สำคัญคือ ผู้ปกครอง โดยร่วมกันให้การดูแล รักษา ฟื้นฟูผู้ป่วยเด็กแบบองค์รวม ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ ครอบครัวและสังคม

 

 

 
    update : 30/11/2558 14:29:04