ประวัติภาควิชาภาควิชานิติเวชศาสตร์ (Department of Forensic Medicine)

             ภาควิชานิติเวชศาสตร์ได้กำเนิดขึ้นจากแผนกพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ โดยเริ่มต้นด้วยการเป็นหน่วยงานเล็ก ๆ อยู่ในแผนกพยาธิวิทยาและดำเนินงานทางด้านนิติเวชศาสตร์มาตั้งแต่ พ.ศ. 2495 ในระยะแรกเป็นเพียงสาขาวิชานิติเวชวิทยา หนึ่งในห้าสาขาวิชาของแผนกพยาธิวิทยา เช่นเดียวกับสาขาวิชาพยาธิวิทยา สาขาวิชาบัคเตรีวิทยา (จุลชีววิทยา) สาขาวิชาปาราสิตวิทยา และสาขาวิชาพยาธิวิทยาคลินิค โดยมี นายแพทย์สงกรานต์ นิยมเสน เป็นหัวหน้าสาขาวิชาท่านแรกและเป็นอาจารย์ผู้ปฏิบัติงานทางด้านนี้แต่เพียงผู้เดียว มีหน้าที่ในการตรวจศพเฉพาะทางนิติเวชวิทยา และชันสูตรของกลางที่ตำรวจส่งมาตรวจเท่านั้น โดยมีสำนักงานอยู่ที่ศาลาปาโถโลยี 
             เริ่มแรกนั้นเมื่อ พ.ศ.2483 ท่านอาจารย์ได้รับการบรรจุเป็นอาจารย์โทประจำสาขาวิชาปาราสิตวิทยา ซึ่งก่อนหน้านั้นท่านอาจารย์รับราชการเป็นแพทย์ประจำกรมตำรวจได้รับพระราชทานยศร้อยตำรวจเอก แล้วได้รับทุน Alexander  von Humboldt ไปศึกษาต่อเพิ่มเติมจนได้รับ Dr.Med. (Humburg) และ D.T.M. (Humburg)  ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนี ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2495 ได้ศึกษาวิชากฎหมายจนสอบได้ปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นับแต่นั้นมาจึงสนใจและริเริ่มงานด้านนิติเวชศาสตร์อย่างจริงจัง โดยได้รับอาสาแจ้งไปทางกรมตำรวจเพื่อให้ส่งศพที่เป็นคดีต่าง ๆ มาทำการชันสูตรหาสาเหตุการตาย รวมทั้งส่งวัตถุพยานต่าง ๆ ทางคดีมาตรวจพิสูจน์ที่แผนกพยาธิวิทยา  ต่อมาได้รับอนุมัติให้ทำการสอนวิชานิติเวชวิทยาแก่นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 4     จึงถือได้ว่าท่านอาจารย์เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกสาขาวิชานี้อย่างเป็นรูปธรรมในแผนกพยาธิวิทยา และได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชานิติเวชวิทยาของศิริราช นอกจากนี้ยังนับได้ว่าท่านอาจารย์เป็นปูชนียบุคคลและเป็นบุคคลแรกที่ทำการสอนวิชานิติเวชศาสตร์ในประเทศไทยด้วย
            เมื่องานบริการทั้งทางด้านคลินิกและห้องปฏิบัติการสาขาวิชานิติเวชวิทยาขยายออกไป  รวมทั้งมีการตรวจศพทางคดี  ตลอดจนผลงานต่าง ๆ เป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงการที่เกี่ยวข้อง  คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาลจึงมีมติให้จัดตั้งเป็น “แผนกนิติเวชวิทยา” และได้มีพระราชกฤษฎีกาเพิ่มแผนกวิชาในมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 โดยมีศาสตราจารย์นายแพทย์สงกรานต์ นิยมเสน เป็นหัวหน้าแผนกท่านแรก ได้ปรับปรุงขยายกิจการในทุกด้าน เช่น จัดตั้งพิพิธภัณฑ์นิติเวชวิทยา ซึ่งประกอบด้วยอวัยวะและของกลางจากคดีต่าง ๆ เพื่อให้การศึกษาแก่แพทย์ และนักศึกษาอื่น ๆ รวมทั้งเพื่อเป็นความรู้แก่ประชาชนทั่วไปด้วย จัดตั้งหน่วยพิษวิทยา การชันสูตรโครงกระดูกโดยการถ่ายภาพเชิงซ้อน การพิสูจน์หลักฐานการเป็นพ่อแม่ลูก และการชันสูตรบาดแผล เป็นต้น ขณะนั้นมีสำนักงานเป็นสัดส่วนอยู่ที่ศาลาปาโถโลยี (ตึกหน้า) ชั้น 3 (ปัจจุบันเป็นบริเวณที่ตั้งของตึกจุลชีววิทยา) ซึ่งได้รับการดัดแปลงขึ้นใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2511 แผนกนิติเวชวิทยาได้รับอนุมัติงบประมาณเป็นเงินประมาณ 3 ล้านบาท ให้ก่อสร้างตึกนิติเวชวิทยาเป็นสำนักงานใหม่บริเวณหลังตึกพยาธิวิทยา ซึ่งสร้างเสร็จและเปิดดำเนินการได้เมื่อปี พ.ศ. 2512 เป็นตึกทันสมัย 3 ชั้น ประกอบด้วยห้องสำนักงาน ห้องพักแพทย์ ห้องปฏิบัติการ และพิพิธภัณฑ์ พร้อมทั้งห้องบรรยายจุได้ประมาณ 300 คน แยกออกต่างหากจากตัวตึก และมีห้องตรวจศพ   5 ห้อง แยกออกจากตัวตึกเช่นกัน
            ในปี พ.ศ.2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เป็น “มหาวิทยาลัยมหิดล” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์  อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้ตราประจำพระองค์ของสมเด็จพระบรมราชชนก เป็นตรามหาวิทยาลัยด้วย จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฏีกา (พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2512) สถาปนามหาวิทยาลัยมหิดล เปลี่ยนชื่อคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล เป็น “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล” และเปลี่ยนชื่อแผนกวิชา เป็น “ภาควิชา” เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2512 นับได้ว่ากิจการของภาควิชานิติเวชวิทยา ซึ่งเป็นสถาบันแห่งแรกของวิชานี้ในประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าตามลำดับ จนเป็นที่ยอมรับของศาลและสถาบันการ ศึกษาอื่น ๆ เป็นอย่างดี ต่อมาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2514 จึงได้เปลี่ยนชื่อภาควิชานิติเวชวิทยา เป็น “ภาควิชานิติเวชศาสตร์” ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การบัญญัติศัพท์ของราชบัณฑิตยสถาน มีความหมายตรงกับภาษาอังกฤษที่ใช้ชื่อว่า “Department of  Forensic Medicine”
              ต่อมา  มีความจำเป็นต้องรื้อถอนพื้นที่บางส่วนของตึกนิติเวชวิทยา (ซึ่งภายหลังได้ติดป้ายชื่อนิติเวชศาสตร์เพิ่มเติม)  ในส่วนที่เป็นห้องบรรยายของภาควิชาเพื่อจัดสร้างอาคารบำบัดน้ำเสีย   โดยจัดให้มีห้องบรรยายนิติเวชขึ้นใหม่ในชั้นที่ 2 – 3  ซึ่งมีที่นั่งประมาณ 300 ที่นั่ง แต่ภูมิทัศน์ไม่เอื้ออำนวยเนื่องจากมีเสาบังอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่สะดวกต่อการจัดบรรยาย  การเรียนการสอนรวมจึงต้องมาใช้ห้องบรรยายเฉลิม พรมมาส   ในส่วนของการปฏิบัติงานได้ดำเนินการที่ ตึกนิติเวชวิทยา
             พ.ศ.2534  ได้มีการรื้อห้องตรวจศพและห้องเก็บศพเพื่อใช้เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของการสร้างตึกอดุลยเดชวิกรม    ซึ่งเป็นตึกที่สร้างขึ้นใหม่ทดแทนตึกพยาธิวิทยาหลังใหม่ที่สร้างขึ้นแทนศาลาปาโถโลยี (ตึกหลัง) ซึ่งได้รับภัยพิบัติจากการถูกทิ้งระเบิดทำลายในสงครามโลกครั้งที่ เพื่อให้เป็นอาคารเรียนรวมทางปรีคลีนิกรองรับการขยายงานทางด้านการบริการ การวิจัย การศึกษา และการฝึกอบรมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ส่วนตึกนิติเวชวิทยาที่เหลืออยู่ทั้งหลังได้ถูกรื้อถอนเพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยสำหรับแจกจ่ายกระแสไฟฟ้าให้โรงพยาบาลศิริราช   ดังนั้น ใน พ.ศ.2541 ทุกหน่วยงานของภาควิชานิติเวชศาสตร์จึงย้ายมาอยู่ที่ตึกอดุลยเดชวิกรมซึ่งมีพื้นที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางและเพียงพอต่อการขยายและพัฒนางานให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป
             ปัจจุบัน ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งอยู่ที่ตึกอดุลยเดชวิกรม บนพื้นที่บางส่วนของชั้น 1 ประกอบด้วย ศูนย์ประชาสัมพันธ์นิติพยาธิ ห้องตรวจผู้ป่วยคดี  ห้องตรวจศพ ห้องเก็บศพ ห้องสันทนาการและพื้นที่ทั้งหมดของชั้น 9 ประกอบด้วยสำนักงานภาควิชา ห้องพักอาจารย์ แพทย์ แพทย์ประจำบ้าน นักศึกษาหลักสูตรปริญญาโท  นักศึกษาแพทย์เวชปฏิบัติชั้นปีที่ห้องประชุม ห้องบรรยาย ห้องสันทนาการ และห้องปฏิบัติการสาขาวิชาต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ สงกรานต์ นิยมเสน ของภาควิชานิติเวชศาสตร์ตั้งอยู่บนชั้น 2 อีกด้วย   ภาควิชาได้มีส่วนร่วมในการผลิตบัณฑิตแพทย์มาตั้งแต่ พ.ศ.2495 จนถึงปัจจุบัน ภาควิชาได้เริ่มรับแพทย์ประจำบ้านมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2499 และเริ่มมีการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านตามแนวทางของแพทยสภา ตั้งแต่ พ.ศ.2513  ซึ่งจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้มีแพทย์ประจำบ้านตั้งแต่ก่อนเปิดการฝีกอบรมที่ผ่านและอยู่ระหว่างการฝึกอบรมมีจำนวนทั้งสิ้น  27 รุ่น  รวม 60 คน  นอกจากนี้ ยังจัดให้มีหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก (สาขานิติเวชศาสตร์) ของบัณฑิตวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยมหิดล ตั้งแต่ พ.ศ. 2508  และหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขานิติวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 จนถึงปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 16 รุ่น รวม 86 คน โดยมีคณาจารย์ประจำทั้งสิ้น 10 คน แพทย์ (พนักงานมหาวิทยาลัย เงินอุดหนุน) จำนวน  5  คน พยาบาล นักวิทยาศาสตร์ ผู้ปฏิบัติงานวิทยาศาสตร์การแพทย์  เจ้าหน้าที่   ตลอดจนที่ปรึกษาภาควิชาและคณะฯ รวมทั้งสิ้น  60  คน
            ประวัติครั้งสำคัญได้ถูกจารึกไว้ในวงการนิติเวชศาสตร์ เมื่อรัฐบาลสมัยนายปรีดี พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งจัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนพฤติการณ์สวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล โดยมีคณะกรรมการแพทย์ทั้งหมด 21 ท่าน   โดยมี นายแพทย์สงกรานต์ นิยมเสน    เป็นผู้ร่วมทำการผ่าชันสูตรพระบรมศพ ตามหลักวิชาการทางด้านนิติเวชศาสตร์  ณ พระที่นั่งพิมานรัถยา  ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร และพระยามานวราชเทวี ประทับและนั่งเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยคณะกรรมการสอบสวนฯ  กรณีดังกล่าวเป็นผลทำให้งานด้านนิติเวชเป็นที่ยอมรับว่ามีความสำคัญสำหรับวงการแพทย์ และกระบวนการยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัดเจน


 

 

update : 31/3/2552 15:21:43