บทความ

ความเข้าใจผิดที่ได้ยินบ่อยเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน

โดย อ. นพ. วีรวัฒน์ แสงภัทราชัย

สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

            โรคพาร์กินสัน ไม่มีอาการมือสั่นได้หรือไม่ ? คนอายุน้อย มีโอกาสเป็นโรคพาร์กินสันได้หรือไม่ ? เป็นโรคพาร์กินสันแล้วจะอายุสั้นลงมากหรือไม่?

โรคพาร์กินสัน ไม่มีอาการมือสั่นได้หรือไม่ ?

            โรคพาร์กินสันเป็นโรคสมองเสื่อมที่พบบ่อยเป็นอันดับที่สองรองจากโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ อย่างไรก็ตามงานวิจัยพบว่า อัตราการเกิดโรคพาร์กินสันมีสัดส่วนที่สูงเร็วมากขึ้น ส่วนหนึ่งเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่มีสัดส่วนของผู้สูงอายุมากขึ้น ซึ่ง ‘อายุ’ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคนี้ ประเทศไทยเองนั้นก็ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ดังนั้นในอนาคตจึงมีความเป็นไปได้ที่จะพบโรคพาร์กินสันมากขึ้นในประเทศไทย ปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น การสัมผัสยาฆ่าแมลง สารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมโลหะ สิ่งทอหรือเคมีที่เรียกว่า trichloroethylene ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของโรคพาร์กินสันเช่นกัน

            อาการหลักของผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน คืออาการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว ซึ่งประกอบด้วย 4 อาการหลักได้แก่ ‘เคลื่อนไหวช้า’, ‘สั่น’, ‘กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง’ และ ‘เดินลำบาก’ ในปัจจุบันการวินิจฉัยโรคพาร์กินสันยังใช้การตรวจร่างกายเป็นหลัก ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการเคลื่อนไหวช้า บวกกับ หนึ่งในสอง ระหว่าง อาการสั่น หรือกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ก็จะทำให้ประสาทแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยน่าจะเป็นโรคพาร์กินสัน ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า แม้ผู้ป่วยไม่มีอาการสั่น แต่หากมีการเคลื่อนไหวช้า และกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง ก็มีโอกาสที่อาการจะเข้าได้กับโรคพาร์กินสัน

            ทั้งนี้ประสาทแพทย์ยังจำเป็นต้องซักถามประวัติเพิ่มเติม และตรวจร่างกายเพิ่มเติม เพื่อแยกโรคต่าง ๆ ที่อาจจะมีอาการคล้ายพาร์กินสันได้ เช่นโรคเส้นเลือดสมองตีบ, ภาวะคล้ายโรคพาร์กินสันที่เรียกว่า ‘พาร์กินโซนิซึม (parkinsonism)’ ที่สาเหตุหลักอาจจะเป็นโรคเส้นเลือดสมองฝอยตีบ หรือโรคน้ำคั่งในโพรงสมอง, โรคพาร์กินสันเทียม หรือโรคพาร์กินสันที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมที่ผิดปกติบางชนิด

คนอายุน้อย มีโอกาสเป็นโรคพาร์กินสันได้หรือไม่ ?

            แม้ดังกล่าวข้างต้นว่าโรคพาร์กินสัน สัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น แต่อาการคล้ายโรคพาร์กินสันนั้นก็สามารถพบได้ในผู้ป่วยทุกช่วงอายุ อย่างไรก็ตามหากพบในผู้ป่วยวัยเด็ก หรือวัยรุ่น แพทย์มักเรียกว่าเป็นโรคพันธุกรรมที่แสดงออกโรคด้วยอาการคล้ายพาร์กินสันมากกว่า อย่างไรก็ตาม โรคพาร์กินสันดังที่พบในผู้สูงอายุ ก็สามารถพบได้ในผู้ใหญ่ตอนต้นจนถึงวัยกลางคน หรือราวอายุ 40-50 ปี ซึ่งอาจมีอาการของโรคได้เหมือนดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่อายุน้อยกว่า อาจมีอาการแรกของโรคต่างจากโรคพาร์กินสันในผู้สูงอายุเช่น อาการแรกของโรคอาจจะเป็นอาการกล้ามเนื้อเท้าบิดเกร็งเมื่อเดินหรือวิ่ง หรือมีความผิดปกติทางจิตเวช หรืออารมณ์ตั้งแต่ช่วงแรกของโรค นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้อาจจะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคพาร์กินสัน หรือมีพันธุกรรมผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับโรคพาร์กินสันแอบซ่อนอยู่

            ดังนั้นแม้อยู่ในช่วงอายุ 40-50 ปี แต่หากมีอาการมือสั่น กล้ามเนื้อแข็งเกร็งในร่างกายซีกหนึ่งก่อนจะลามไปอีกซีกหนึ่ง มีการเคลื่อนไหวที่ช้าลง มีการเดินที่ลำบากมากขึ้น หรือ ‘มีอาการเท้าบิดเกร็ง’ เดินลำบากเมื่อเดินไปข้างหน้าหรือวิ่ง แต่กลับปกติเมื่อเดินถอยหลัง ผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ควรได้รับการปรึกษาด้วยประสาทแพทย์หรือประสาทแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนไหว เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องและได้รับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

โรคพาร์กินสันเป็นแล้วอายุจะสั้นลงมากหรือไม่ ?

            เนื่องจากโรคพาร์กินสันอยู่ในกลุ่มโรคสมองเสื่อม ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการของโรคพาร์กินสันแล้ว สมองส่วนที่ผลิตสารสื่อประสาทโดปามีน จะมีการลดลงถดถอยมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการของโรคมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นการได้รับการวินิจฉัยโรคพาร์กินสันจึงมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้ป่วย อย่างไรก็ตามความเชื่อที่ว่าหากเป็นโรคพาร์กินสันแล้ว จะอายุสั้นลงมาก น่าจะยังไม่ถูกต้องทั้งหมด ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอายุใกล้เคียงกับผู้ที่ไม่เป็นโรคพาร์กินสัน เนื่องจากแม้สมองจะมีความเสื่อมถดถอย แต่อาการที่เกิดขึ้นมักไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเร็วหรือทันที อาการเหล่านี้มักทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ลดลง จากการที่มีอาการทางการเคลื่อนไหว ทำให้การช่วยเหลือตัวเองได้ลดลง ทำกิจวัตรประจำวันได้ลำบากมากขึ้น สิ่งที่จะทำให้ผู้ป่วยมีอายุขัยสั้นลงคือ การเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเช่น การหกล้มที่ทำให้กระดูกหักหรือมีเลือดออกในสมอง การสำลักที่ทำให้มีปอดอักเสบติดเชื้อ รวมไปถึงการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งพบว่าผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมีความเสี่ยงของโรคกลุ่มนี้สูงขึ้น

            นอกจากนี้การรักษาในปัจจุบันสำหรับโรคพาร์กินสันมีการพัฒนาไปมากเช่น ยาที่มีประสิทธิภาพที่ควบคุมอาการได้ดีขึ้น ยาที่ออกฤทธิ์ได้ยากขึ้นทำให้ลดภาวะการรับประทานยา การรักษาด้วยปั๊มที่ให้ยาทางลำไส้โดยตรง หรือให้ทางใต้ผิวหนัง รวมไปถึงการผ่าตัดฝังขั้วกระตุ้นสมองส่วนลึก ที่ทำให้อาการทางการเคลื่อนไหวดีขึ้นและมีโอกาสลดยารับประทานลงได้ รวมไปถึงการทำงานของเครื่องกระตุ้นสมองที่ดีขึ้น ที่บางรุ่นสามารถปรับการทำงานของเครื่องกระตุ้นได้เอง โดยใช้สัญญาณที่ตรวจวัดโดยตรงจากสมองของผู้ป่วย (adaptive system) และยังมีการรักษาใหม่ที่อยู่ในการวิจัย และอาจสามารถนำมาให้ได้ในอนาคตเช่น การฉีดสเต็มเซลล์ (stem cell) เข้าโดยตรงในสมองส่วนลึก การรักษามุ่งเป้า หากโรคพาร์กินสันมีความสัมพันธ์กับพันธุกรรมที่ผิดปกติ เป็นต้น

            ดังนั้นแม้จะได้รับการวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน แต่ยังมีการรักษาและความหวังอีกมากมายทั้งในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ผู้ป่วยควรไม่ลืมที่จะต้องคอยหมั่นดูแลรักษาตัวเอง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง ได้แก่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจเสริมด้วยการทำกายภาพบำบัดหรือกิจกรรมบำบัด รับประทานอาหารที่เน้นโปรตีน เน้นผักผลไม้ หรืออาจจะใช้การรับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน พักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ คอยควบคุมระดับความเครียดไม่ให้สูงมากเกินไป และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน และควบคู่ไปกับการรักษาด้วยยารับประทานอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการดูแลรักษาอาการที่ไม่เกี่ยวข้องการเคลื่อนไหว ภายใต้การดูแลของประสาทแพทย์หรือประสาทแพทย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านการเคลื่อนไหว เป้าหมายเพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และสามารถมีชีวิตที่เป็นอิสระ พึ่งพาตัวเองได้มากที่สุดเท่าที่จะนานได้

            โดยสรุป ความเข้าใจที่ถูกต้องสำหรับโรคพาร์กินสันคือ ผู้ป่วยไม่มีอาการสั่นได้ สามารถพบโรคได้แม้ในผู้ป่วยที่ไม่สูงอายุ และผู้ป่วยสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวได้ ทั้งนี้ภายใต้การดูแลรักษาตัวเองอย่างมีวินัย โดยเฉพาะการออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า ควบคู่ไปกับการรักษาจากแพทย์

เอกสารอ้างอิง

1. Dorsey ER, Sherer T, Okun MS, Bloem BR. The Emerging Evidence of the Parkinson Pandemic. J Parkinsons Dis. 2018;8(s1):S3-S8. doi: 10.3233/JPD-181474. PMID: 30584159; PMCID: PMC6311367.

2. Postuma RB, Berg D, Stern M, et al. MDS clinical diagnostic criteria for Parkinson's disease. Mov Disord. 2015 Oct;30(12):1591-601. doi: 10.1002/mds.26424. PMID: 26474316.

3. Riboldi GM, Frattini E, Monfrini E, et al. A Practical Approach to Early-Onset Parkinsonism. J Parkinsons Dis. 2022;12(1):1-26. doi: 10.3233/JPD-212815. PMID: 34569973; PMCID: PMC8842790.

4. Pinter B, Diem-Zangerl A, Wenning GK, et a. Mortality in Parkinson's disease: a 38-year follow-up study. Mov Disord. 2015 Feb;30(2):266-9. doi: 10.1002/mds.26060. Epub 2014 Dec 1. Erratum in: Mov Disord. 2017 Jan;32(1):178. doi: 10.1002/mds.26914. PMID: 25447933.

5. Ke L, Zhao L, Xing W, Tang Q. Association between Parkinson's disease and cardiovascular disease mortality: a prospective population-based study from NHANES. Lipids Health Dis. 2024 Jul 4;23(1):212. doi: 10.1186/s12944-024-02200-2. PMID: 38965560; PMCID: PMC11223358.

แหล่งความรู้เพิ่มเติม

เอกสารประกอบ