sirirajcme
Hot issues
 
  การตรวจพิสูจน์น้ำอสุจิ

ผศ.พญ.สุภาวรรณ เศรษฐบรรจง
ภาควิชานิติเวชศาสตร์



          น้ำอสุจิ (semen) ที่หลั่งออกมาจากอวัยวะเพศชายในแต่ละครั้งจะมีปริมาณ 1-6 ลบ.ซม. (โดยเฉลี่ย 3 ลบ.ซม.) และประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นเซลล์ ได้แก่ ตัวอสุจิ (spermatozoa) เซลล์เยื่อบุเอปิธิเลียม (epithelial cells) และเม็ดเลือดขาว (leukocytes) กับส่วนที่เป็นของเหลว (seminal fluid) ซึ่งจะมีสารต่างๆ เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยหลายอย่าง เช่น เอ็นไซม์เอซิดฟอสฟาเทส (acid phosphatase enzyme) สังกะสี (zinc) ฟลาวีน (flavine) กรดซิตริค (citric acid) เออร์โกทามีน (ergotamine) และฟอสฟอริลโคลีน (phosphoryl choline) เป็นต้น ในบางราย เช่น ชายที่เป็นหมันโดยไม่มีการสร้างตัวอสุจิ (azoospermia) หรือสร้างตัวอสุจิน้อย (oligospermia) หรือเป็นหมันโดยการผ่าตัดท่อนำอสุจิ (vasectomy) อาจจะไม่พบตัวอสุจิในน้ำอสุจิเลย ดังนั้นในการตรวจพิสูจน์น้ำอสุจิจึงแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ

     1. การตรวจทางชีวภาพ (biological test) เพื่อตรวจหาตัวอสุจิ โดยการป้ายสิ่งที่สงสัยว่าจะเป็นน้ำอสุจิลงบนแผ่นกระจกสไลด์ หยดน้ำเกลือ (0.9% NSS) ลงไป 1 หยด แล้วส่องตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ หากน้ำอสุจินั้นเพิ่งหลั่งออกมาใหม่ๆ ภายใน 6 ชั่วโมง (โดยเฉลี่ย 3-4 ชั่วโมง) จะสามารถเห็นตัวอสุจิเคลื่อนไหวได้ และอาจเห็นการเคลื่อนไหวได้นานถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งอัตราการเคลื่อนไหวของตัวอสุจิก็จะลดลงตามระยะเวลาภายหลังจากที่ออกมาอยู่นอกร่างกาย เรียกการตรวจวิธีนี้ว่า "wet smear" ถ้าระยะเวลานานกว่านั้นจะไม่เห็นตัวอสุจิเคลื่อนไหวและตัวอสุจิอาจไม่อยู่ในลักษณะที่มีหางสมบูรณ์ทำให้สังเกตยาก จึงต้องตรวจด้วยวิธีการย้อมสีซึ่งก็มีวิธีย้อมสีหลายวิธี แต่ที่นิยมใช้ในประเทศไทยจะเป็นการย้อมสีด้วยวิธีฮีมาทอกซิลิน-อีโอซิน (Hematoxilin & Eosin) เพื่อให้มองเห็นตัวอสุจิได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะสามารถตรวจพบได้ภายใน 7 วันหลังร่วมประเวณี และเมื่อตรวจพบตัวอสุจิแล้ว อาจจะนำสิ่งที่สงสัยนั้นมาทำการสกัดดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acid) และนำมาตรวจหาแบบแผนพันธุกรรม (DNA fingerprint) เพื่อบ่งชี้ว่าเป็นน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาจากผู้ใด โดยเปรียบเทียบกับแบบแผนพันธุกรรมของตัวอย่างที่ได้จากชายผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ต้องสงสัย และหญิงผู้เสียหายนั้น
     2. การตรวจทางเคมี (chemical test) เพื่อตรวจหาสารที่เป็นส่วนประกอบของน้ำอสุจิ ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีวิธีการตรวจ 2 วิธี คือ
         2.1 การทดสอบเอ็นไซม์เอซิดฟอสฟาเทส (acid phosphatase test) ซึ่งจะให้ผลบวกภายใน 72 ชั่วโมงหลังจากที่มีการร่วมประเวณี แต่อาจจะให้ผลบวกเทียมกับน้ำคัดหลั่งในช่องคลอด (vaginal discharge) รวมทั้งสารบางอย่าง และจะให้ผลบวกเพียง 60% ของการตรวจเท่านั้น นอกจากนี้ยังอาจให้ผลลบเทียมได้ด้วย อย่างไรก็ตามวิธีนี้ยังคงถือว่าเป็นวิธีการตรวจมาตรฐาน (gold standard method)
         2.2 การทดสอบสังกะสี (zinc test) วิธีนี้จะให้ผลบวกภายใน 5 วันหลังจากที่มีการร่วมประเวณี ซึ่งจะให้ผลบวกที่จำเพาะกับน้ำอสุจิ

       การตรวจพบน้ำอสุจิในช่องคลอดจะช่วยพิสูจน์ว่ามีการร่วมประเวณีหรือมีการกระทำชำเรา จึงใช้เป็นพยานหลักฐานสำคัญในคดีข่มขืนกระทำชำเรา และถ้าร่วมกับข้อเท็จจริงอื่นๆ รวมทั้งการตรวจร่างกาย สภาพจิต และระดับสติปัญญาของผู้เสียหายด้วยแล้ว ศาลก็จะสามารถวินิจฉัยลงโทษผู้กระทำความผิดตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตามการพิสูจน์น้ำอสุจิให้ได้ผลดีนั้นจะขึ้นกับระยะเวลาที่หญิงผู้เสียหายมารับการตรวจจากแพทย์ และอาจขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นการตรวจจะเป็นประโยชน์อย่างมากหากหญิงผู้เสียหายมารับการตรวจโดยเร็วที่สุด เพื่อมิให้พยานหลักฐานเสื่อมสลาย หรือสูญหายไปจนไม่สามารถตรวจพบได้
            เอกสารอ้างอิง
   1. Sherins RJ, Howards SS. Male infertility. Campbell's Urology. 4th ed. Philadelphia, Pa: Saunders; 1978:715-76.
   2. Wheater PR, Burkitt HG, Daniels VG. Functional Histology. New York, NY: Churchill Livingstone; 1987:282-8.
   3. Dahlke MB, Cooke C, Cunnane M, et al. Identification of semen in 500 patients seen because of rape. Am J Clin Pathol 1976; 68: 740-6.
   4. Soules MR, Stewart SK, Brown KM, et al. The spectrum of alleged rape. J Reprod Med 1978; 20: 33-9.
   6. Willott GM, Allard JE. Spermatozoa-their persistence after sexual intercourse. Forensic Sci Int 1982; 19:135-54.
   7. Young W, Bracken, Goddard AC, et al. The New Hampshire sexual assault medical examination protocol project committee sexual assault: review of a national model protocol for forensic and medical evaluation. Obstet Gynecol 1992; 80: 878-83.
   8. Gaensslen RE. Survival of spermatozoa in the vagina, in: Gaensslen RE., Sourcebook in Forensic Sereolgy, Immunology and Biochemistry, Washington DC: United States Government Printing Office; 1983: 144-52.
   9. Silverman EM, Silverman AG. Persistence of spermatozoa in the lower genital tracts of women. JAMA 1978; 240:1875-7.
   10. Eungprapant V. Finding of the spermatozoa in the vagina related to elapsed time of coitus. Z Rechtsmedizin 1974; 74; 301-4.
   11. Allard J. The facts of life. Contact-FSS Internal Publication 1996: 25.
   12. Davies A, Wilson E. The persistence of seminal constituents in the human vagina. Forensic Sci 1974; 3: 45-55.
   13. สมพูล กฤตลักษณ์. การทดสอบแอซิดฟอสฟาเตสในรายถูกข่มขืน. จพสท 2507; 47: 262-7.
   14. Adams EG, Wraxall BG. Phosphatase in body fluids. The differentiation of semen and vaginal secretion. Forensic Sci 1974; 3: 57-62.
   15. Eungprapant V, Fongsiripaibul V, Kiriwat P. The acid phosphatase reaction on the postcoital swabs. Siriraj Hospital Gazette 1983; 35: 677-84.
   16. Susuki O, Asano M, Kido A, Oya M. Zinc test as a new tool for identification of human seminal stains. Forensic Sci Int 1983; 22: 231-5.
   17. สุวพร ศิริคุณ. การศึกษาเรื่องการใช้การทดสอบสังกะสีในการพิสูจน์คราบอสุจิ. วิทยานิพนธ์เพื่อปริญญาวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหิดล
 
sirirajCME


Web Site นี้เหมาะสำหรับ Internet Explorer 5.0 ขึ้นไป
ลิขสิทธิ์©ของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล