โรคหู คอ จมูก และภูมิแพ้

  นอนกรน
 
  
ภาพ ต่อมทอนซิล 2 ข้าง


  
ภาพของต่อมอะดินอยด์ ซึ่งอยู่ด้านหลังของโพรงจมูก

นอนกรนในเด็ก...เมื่อลูกรักอาจหยุดหายใจ วิชญ์ บรรณหิรัญ WISH BANHIRAN
 

นอนกรนในเด็ก...เมื่อลูกรักอาจหยุดหายใจ

รศ.นพ.วิชญ์  บรรณหิรัญ
ภาควิชาโสต นาสิก ราลิงซ์วิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
Faculty of Medicine Siriraj Hospital

             นอนกรนเป็นอาการที่พบบ่อยมากเกิดขึ้นได้ทุกเพศ ทุกวัย เป็นได้ตั้งแต่เด็ก แท้จริงแล้ว เสียงกรนเป็นอาการที่บ่งบอกว่ากำลังมีการตีบแคบของทางเดินหายใจส่วนต้น ซึ่งอาจเป็นตั้งแต่จมูก ช่องลำคอ โคนลิ้น หรือบางส่วนของกล่องเสียง ซึ่งเกิดการหย่อนตัวลง เกิดขึ้นในขณะนอนหลับจนทำให้เมื่อลมหายใจผ่านเนื้อเยื่อดังกล่าว เกิดการสั่นสะเทือนและมีเสียงดังขึ้น ซึ่งทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก(Pediatric Obstructive Sleep Apnea;OSA)อาจทำให้มีความผิดปรกติทางพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกายและสติปัญญา ทำให้เติบโตช้า มีพฤติกรรมก้าวร้าว ซุกซนมากผิดปกติ(Hyperactive)บางรายอาจปัสสาวะรดที่นอน และมีผลการเรียนแย่ลง หรือมีปัญหาสังคมตามมาได้ นอกจากนี้ถ้าเป็นรุนแรงมากอาจเป็นสาเหตุและความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจได้ด้วย
 
           ในเด็กไทยมีการทำวิจัยพบว่านอนกรนเป็นประจำราวร้อยละ 10 และในจำนวนนี้ประมาณร้อยละ 1 ของเด็กก่อนวัยเรียนและช่วงประถม

อาการที่บ่งบอกว่าอาจมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และควรไปพบแพทย์
            ในกรณีที่บุตรหลานของท่านมีอาการนอนกรนดังเป็นประจำ หรือนอนกระสับกระส่าย หายใจลำบาก คัดจมูกเป็นประจำต้องอ้าปากหายใจบ่อย ๆ ปัสสาวะรดที่นอนเป็นประจำ หรือมีพฤติกรรมซุกซนก้าวร้าว ผลการเรียนแย่ลง เติบโตช้ากว่าวัย ท่านควรพาเด็กไปพบแพทย์

สาเหตุของอาการนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
            ที่พบบ่อยและสำคัญที่สุดในเด็กคือ การมีต่อมทอนซิล และหรือต่อมอะดีนอยด์ ซึ่งอยู่ทางด้านหลังของจมูก(มองไม่เห็นทางปาก)นอกจากนี้ภาวะจมูกอักเสบเรื้อรังจากภูมิแพ้ หรือภาวะอ้วนก็เป็นสาเหตุที่พบบ่อยเช่นกัน ส่วนสาเหตุอื่น ๆ ที่อาจพบได้ เช่น โครงหน้าผิดปกติ เช่น หน้าแคบ คางสั้นหรือเล็ก ตลอดจนโรคทางพันธุกรรม หรือโรคทางสมองและกล้ามเนื้อที่มีผลต่อการหายใจ เป็นต้น

ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย
            การวินิจฉัยที่แม่นยำต้องอาศัยทั้งประวัติ การตรวจร่างกายตั้งแต่บริเวณศีรษะ ใบหน้า หู คอ จมูก และช่องปาก การตรวจปอด และหัวใจ หรือระบบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังนิยมตรวจเพิ่มเติม เช่น การ X-rayบริเวณศีรษะด้านข้างเพื่อดูความกว้างของทางเดินหายใจ และหากทำได้ เด็กที่นอนกรนควรได้รับการตรวจการนอนหลับ(sleep test)เพื่อตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือด ระบบหายใจ รวมถึงคุณภาพการนอนหลับ ซึ่งสามารถทำในโรงพยาบาล หรือที่บ้านตามความเหมาะสม

แนวทางการรักษา อาการนอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก
           1.การดูแลปฏิบัติเบื้องต้น ได้แก่ การปรับสุขอนามัยการนอน เช่น ใช้เวลานอนพักผ่อนให้พอเพียง การเข้านอนและตื่นนอนอย่างตรงเวลาสม่ำเสมอ ที่สำคัญในรายที่อ้วนหรือน้ำหนักเกิน ต้องลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
            2.การรักษาด้วยยา เช่น การให้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก หรือยารักษาอาการจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือยาแก้อักเสบเพื่อรักษาต่อมทอนซิล ซึ่งเลือกใช้ตามความเหมาะสมในแต่ละราย
           3.การรักษาด้วยการผ่าตัด ปัจจุบันวิธีที่เป็นมาตรฐานและได้ผลดีมากที่สุด คือการผ่าตัดต่อมทอนซิลและอะดีนอยด์(Adenotonsillectomy)เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง แต่มีความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่ำ และมีผลต่อภูมิต้านทานหรือการติดเชื้อภายหลังน้อยมาก อย่างไรก็ตามท่านต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน หู คอ จมูก ที่มีประสบการณ์ในการผ่าตัดผู้ป่วยเด็ก 
           4.การรักษาอื่น ๆ เช่น การรักษาโรคร่วม การใช้เครื่อง CPAP ตลอดจนการจัดฟัน ซึ่งอาจเป็นทางเลือกกรณีรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล ซึ่งต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

           นอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับในเด็ก เป็นโรคที่มีความสำคัญเนื่องจากมีผลเสียต่อพัฒนาการทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาของเด็ก อย่างไรก็ตามภาวะดังกล่าวนี้สามารถรักษาและได้ผลดีมาก หากได้รับการตรวจรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงที ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างชัดเจน และช่วยคลายความกังวลของผู้ปกครองได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้นหากบุตรหลานของท่านมีอาการดังกล่าวจึงควรไปพบแพทย์ที่เชี่ยวชาญ เพื่อรักษาต่อไป.

 
                                   
                                 
    

 

 
พิมพ์
11/2/2556 14:33:06
 
ส่งต่อให้เพื่อน