โรคสมองและไขสันหลัง

  ประสาทส่วนกลาง
 
โรคปลอกประสาทอักเสบของระบบประสาทส่วนกลางชนิดเอ็นเอ็มโอ (Neuromyelitis optica) ตอนที่ 2
 

โรคปลอกประสาทอักเสบของระบบประสาทส่วนกลางชนิดเอ็นเอ็มโอ (Neuromyelitis optica) ตอนที่ 2

          อ.พญ.จิราพร จิตประไพกุลศาล
รศ.พญ.นาราพร ประยูรวิวัฒน์
ภาควิชาอายุรศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

แนวทางการรักษาโรคปลอกประสาทอักเสบชนิดเอ็นเอ็มโอ
การรักษาประกอบด้วย การรักษาจำเพาะและการรักษาอาการต่างๆของโรค ขอกล่าวถึงเฉพาะยาที่มีในประเทศไทย
(ปี พ.ศ.2559)
1.
การรักษาจำเพาะ แบ่งเป็นสองระยะ ได้แก่
         
a. ระยะกำเริบเฉียบพลัน การรักษาหลักในปัจจุบันคือ การฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์ทางหลอดเลือด 3-7 วัน ขึ้นกับอาการของผู้ป่วยและกินยากลุ่มสเตียรอยด์ต่อเนื่องหลังจากการฉีดยา  ในผู้ป่วยบางรายที่อาการรุนแรงไม่ตอบสนองต่อการฉีดยาสเตียรอยด์  ยังมีอาการผิดปกติหลงเหลือมาก แพทย์อาจพิจารณาการรักษาโดยการเปลี่ยนถ่ายพลาสมา ซึ่งขึ้นกับอาการทางคลินิกของผู้ป่วยเป็นแต่ละกรณีไป
         
b. ระยะยาว เนื่องจากธรรมชาติของตัวโรคมักมีการกำเริบเป็นระยะ จึงจำเป็นต้องมียาเพื่อป้องกันการกำเริบ ซึ่งมีหลายชนิด ในประเทศไทย (..2559) มีชนิดยากิน 2 ชนิด ได้แก่ ยาเอซาทัยโอพีน (azathioprine) ยาเมทโทเทร็กเสท (methotrexate) และมัยโคฟีโนเลตโมเฟตติว (mycofenolate mofetil)
         
กรณีที่การตอบสนองต่อยาไม่ค่อยดีหรือโรคเป็นรุนแรง สามารถเลือกใช้ยาชนิดอื่นที่มีผลป้องกันการกำเริบได้ แต่มีผลข้างเคียงมากกว่ายาข้างต้น ได้แก่ ยาไรทักซีแมพ (rituximab), ยาไมโตแซนโทรน (mitoxantrone)
2.
การรักษาอาการต่างๆของโรค ได้แก่
         
a. อาการเกร็งของแขนขา มีสองลักษณะคือ อาการเกร็งระยะสั้น ระยะเวลาเป็นวินาทีถึงนาที มักตอบสนองต่อยาบางชนิด และอาการเกร็งต่อเนื่อง ผู้ป่วยมักจะมีอาการเกร็งตลอดเวลา รักษาโดยการกายภาพบำบัด ฉีดยาลดเกร็งหรือกินยาคลายกล้ามเนื้อ
         
b. อาการปวด ผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดอันเนื่องมาจากระบบประสาทส่วนกลาง สามารถใช้ยาลดอาการปวดได้ ซึ่งมียาหลายชนิด แพทย์จะพิจารณาตามอาการ
         
c. อาการเดินเซ เวียนศีรษะ รักษาโดยยากิน กายภาพบำบัด
จะกล่าวรายละเอียดของยาหลักแต่ละชนิด ดังนี้
            1. ยาฉีดสเตียรอยด์ (
methylprednisolone หรือ Solu-medrol®) เป็นยาฉีดในช่วงที่โรคกำเริบ เพื่อลดการอักเสบเฉียบพลัน ผลข้างเคียงในระยะสั้น ได้แก่ ระดับน้ำตาลสูง นอนไม่หลับ คลื่นไส้อาเจียน มึนศีรษะ ปวดศีรษะ พบไม่บ่อย โดยทั่วไปจะฉีด 3-7 วัน ขึ้นกับอาการของผู้ป่วย และจะได้รับยากินสเตียรอยด์ขนาดสูงต่อในระยะเวลาสั้นๆ 1-2 สัปดาห์และได้รับยาขนาด 10-20 มิลลิกรัมต่อเนื่อง
            2. ยาเอซาไทโอพรีน
(azathioprine หรือ Imuran®) เป็นยาที่มีรายงานการรักษาว่าได้ผลในการช่วยป้องกันโรคกำเริบ การป้องกันการกำเริบนั้นได้ผลประมาณร้อยละ 20 ราคาไม่แพงและเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติเพียงชนิดเดียวที่สามารถป้องกันโรคนี้ได้
         
ยาชนิดนี้เป็นยากดภูมิคุ้มกัน มีผลข้างเคียงที่พบได้ เช่น เม็ดเลือดขวาต่ำ ซึ่งทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และตับอักเสบ ซึ่งแพทย์จะตรวจเลือดผู้ป่วยเป็นระยะเพื่อวัดระดับเม็ดเลือดขาวและการทำงานของตับ ถ้ามีผลข้างเคียงแพทย์จะทำการปรับขนาดหรือหยุดยา ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ ผลข้างเคียงอื่นๆได้แก่ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ผลข้างเคียงระยะยาวคือ มีความเสี่ยงในการเกิดโรคเนื้องอกบางชนิด เช่น เนื้องอกผิวหนัง รังไข่และปอด ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อกินยามานานเกิน
10 ปี หรือ ขนาดยาสะสมเกิน 600 กรัม
            3. ยามัยโคฟีโนเลตโมเฟตติว (
mycophenolate mofetil หรือ Cellcept®) เป็นยากดภูมิคุ้มกันเช่นเดียวกับ ยาเอซาไทโอพรีน มีราคาสูง ยานี้เป็นยากดภูมิคุ้มกัน มีผลข้างเคียงที่พบได้ เช่น เม็ดเลือดขวาต่ำ ซึ่งทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และตับอักเสบ พบน้อยกว่ายาเอซาไทโอพรีน แพทย์ผู้ดูแลจะตรวจเลือดผู้ป่วยเป็นระยะเพื่อติดตามการทำงานของเม็ดเลือดขาวและตับ ผลข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ยังไม่พบรายงานการเกิดโรคเนื้องอกจากยา
            4. ยาเมทโทเทร็กเสท (
methotrexate) เป็นยาที่มีการศึกษาว่าอาจจะป้องกันการกำเริบได้ประมาณร้อยละ 60 ยานี้เป็นยากดภูมิคุ้มกัน มีผลข้างเคียงที่พบได้ เช่น เม็ดเลือดขวาต่ำ ซึ่งทำให้ติดเชื้อได้ง่าย และตับอักเสบ ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจเลือดเป็นระยะ และการปรับยาเป็นดุลพินิจของแพทย์ ยาไรทักซีแมพ (rituximab), ยาไมโตแซนโทรน (mitoxantrone) ไม่กล่าวถึงในที่นี้ เนื่องจากเป็นยาเฉพาะ การพิจารณาการใช้ยานี้ อยู่ในดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น
          5.
ยาลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อชนิดที่เป็นช่วงสั้นๆ ครั้งละครึ่งถึงหนึ่งนาที ได้แก่ ยาคาบามาเสพพีน (
carbamazepine) สามารถลดอาการเกร็งได้ แต่มีข้อควรระวัง คือ การเกิดอาการแพ้ยา ผู้ป่วยมักมีผื่น ตุ่มคันตามผิวหนังหรือเยื่อบุของร่างกายซึ่งมีความรุนแรงตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงเป็นรุนแรงได้ (การป้องกันการแพ้ยา แพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดดูโอกาสแพ้ยาก่อนการใช้ยา ซึ่งการตรวจดังกล่าวขึ้นกับศักยภาพของสถานพยาบาลด้วย) ยาคาบามาเสพพีนสามารถเกิดปฏิกิริยากับยาชนิดอื่นได้ง่าย การใช้ยาคาบามาเสพพีนร่วมกับยาชนิดอื่นจึงควรตรวจสอบปฏิกริยาระหว่างยาโดยศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และใช้ยาด้วยความระมัดระวัง  ถ้าไม่สามารถให้ยานี้ได้ มียาอื่นที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าได้แก่ โคลนาซีแพม (clonazepam) เป็นต้น
            6. ยาลดอาการเกร็งกล้ามเนื้อชนิดที่เป็นต่อเนื่อง มีหลายชนิด เช่น แบคโคลเฟน (
baclofen) ไทซ่านิดีน (tizanidine) มีผลข้างเคียงได้แก่ ง่วงนอน ซึม คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก เป็นต้น
         
ยาทุกชนิดที่ได้กล่าว เป็นยาที่มีประสิทธิภาพและผลข้างเคียง จึงต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด ในอนาคตอาจจะมียาเข้ามาใช้ในประเทศไทยเพิ่มเติม สามารถปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลได้

         
การรักษาอื่นๆ ขึ้นกับอาการของผู้ป่วย การรักษาโดยการไม่ใช้ยา ได้แก่ การทำกายภาพบำบัด การออกกำลังกายตามสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย การฝังเข็ม การนวด การนั่งสมาธิ เป็นต้น  
         
สิ่งสำคัญที่ต้องมีควบคู่ไปกับการรักษา คือ การดูแล ประคับประคอง ด้านจิตใจแก่ผู้ป่วย รวมถึงผู้ดูแล เนื่องจากผู้ป่วยบางรายแม้ได้รับการรักษาแล้วยังหลงเหลือความทุพพลภาพอยู่มาก ส่งผลต่อการดำรงชีวิต มีความทุกข์ทั้งทางกายและทางใจเกิดขึ้น  การเยียวยาด้านจิตใจจะช่วยบรรเทาความทุกข์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดสุขภาวะที่ดีขึ้นได้ท่ามกลางความเจ็บป่วยที่เป็น
อาหารกับโรคปลอกประสาทอักเสบชนิดเอ็นเอ็มโอ

         
กรณีที่ผู้ป่วยได้รับยากดภูมิคุ้มกัน แนะนำให้กินอาหารสุกและสะอาด ผลไม้ควรปลอกเปลือก ไม่มีอาหารที่แสลงในผู้ป่วยโรคนี้
การปฏิบัติตัวอื่นๆ
         
รักษาสุขอนามัย ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ที่มีอาการป่วย เช่น ผู้ที่มีไข้หวัด ไอ จาม หลีกเลี่ยงการไปยังสถานที่อากาศไม่ถ่ายเทและมีคนอยู่มาก เช่น ตลาด โรงภาพยนตร์ห้างสรรพสินค้า ถ้าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ หรืออาการผิดปกติอื่นๆ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์

 
พิมพ์
4/7/2559 9:35:29
 
ส่งต่อให้เพื่อน