พิธีการกล่าวเปิดงาน Research Week 2025
Session 1
Session 2
Session 3
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 ในช่วงแรกของงาน Siriraj VISTEC Scientific Forum: Frontier Research in Gene Editing Technology and Medical (Device) Application และ Frontier Research in Clinical Images and AI ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ธีรวิทย์ วิไลประสิทธิ์พร จาก สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) เป็นผู้ดำเนินรายการ และนักวิจัยจาก VISTEC ร่วมนำเสนองานวิจัย ในช่วงนี้เป็นการนำเสนองานวิจัยและพัฒนาความร่วมมือกันระหว่าง VISTEC และ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ภาพรวมของงานวิจัยและนวัตกรรมการแพทย์ที่ศิริราช นำโดย ศ.พญ. ธนัญญา บุณยศิรินันท์ และความร่วมมือกับภาคเอกชน เนื้อหาเชิงเทคนิค เทคโนโลยี CRISPR และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจหาร่องรอยโรคจากไวรัสชนิดต่างๆ การพัฒนา AI สำหรับการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์ ในช่วงบ่ายได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน Siriraj Research Week: Advancing Research to Benefit Global Health System โดยมี ศ.นพ. ธวัชชัย อัครวิพุธ รองคณบดีและผู้อำนวยการโรงเรียนแพทย์ กล่าวรายงานความเป็นมาและวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังได้บรรยาย ปาฐกถาพิเศษ “ทิศทางและกลไกการขอทุนวิจัยทางการแพทย์ของประเทศไทย” จากนั้น รศ.นพ.สิทธิ์ สาธรสุเมธี รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เชิญคณะผู้บริหารและแหล่งทุน เยี่ยมชมบูธ นิทรรศการ Siriraj World Class Medicine 137 Years of Research Achievements, ผลงานวิจัยเด่นจากภาควิชา ศูนย์วิจัยเป็นเลิศ Strategic Research & Innovation Unit และกลุ่มวิจัย ณ โถงศาลาศิริราช 100 ปี
อนาคตวงการวิจัยไทย: เมื่อผลงานต้องถูกนำไปใช้จริง Session งานเสวนา The Standard x Siriraj – Future Trends of Health and Medical Research โดยได้รับเกียรติจาก คุณเคน นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหาร บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด คุณหมอเอ้ว ชัชพล เกียรติขจรธาดา และ ศ.นพ. มานพ พิทักษ์ภากร ได้ชี้ให้เห็นปัญหาสำคัญของวงการวิจัยไทยว่า แม้งานวิจัยจะมีคุณภาพสูง แต่กลับไม่ถูกเผยแพร่ให้ประชาชนรับรู้ และหลายชิ้นจบลงเพียงเอกสารโดยไม่มีการนำไปใช้จริง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังขาดทิศทางที่ชัดเจนในการเน้นงานวิจัยที่เป็นจุดแข็ง ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ ผู้ร่วมเสวนาได้นำเสนอแนวทางแก้ไข เช่น การทำให้งานวิจัยเข้าใจง่ายและน่าสนใจผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง TikTok และพอดแคสต์ การสร้างพื้นที่ให้ภาควิจัยและภาคธุรกิจได้พบกันเพื่อผลักดันนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง และการให้สื่อช่วยผลักดันงานวิทยาศาสตร์ให้เป็นกระแสในสังคม หากประเทศไทยสามารถกำหนดจุดแข็งด้านงานวิจัยและมีระบบสนับสนุนที่ชัดเจน งานวิจัยจะกลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน
MU-SSHA: แพลตฟอร์มผลักดันงานวิจัยข้ามศาสตร์ Session บทบาทของ MU-SSHA ในการผลักดันวิจัยข้ามศาสตร์ โดยได้รับเกียรติจากวิทยากร รศ.ดร.มรกต ไมยเออร์ อดีตประธานภาคีเครือข่าย MU-SSHA มหาวิทยาลัยมหิดล แชร์ประสบการณ์ของ MU-SSHA ในการส่งเสริมงานวิจัยข้ามศาสตร์ โดยในปี 2566 ได้จัด Focus Groups 19 ครั้ง ครอบคลุมหัวข้อ เช่น การจัดการเพื่อความยั่งยืน การดูแลเด็กและผู้สูงอายุ และการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล มีนักวิจัย 153 คนจาก 23 หน่วยงานเข้าร่วม นอกจากนี้ ยังมี Pitching Day for Cross–Disciplinary Research ซึ่งนำเสนอ 6 โครงการวิจัย เช่น “Carbon farm management scorecard model,” “Inclusive early life: Care, development and policy,” และ “A study of Thai meditation traditions through Cognitive Laboratories” โดยมี 2 โครงการได้รับทุนยุทธศาสตร์วิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล และอีก 4 โครงการอยู่ระหว่างการผลักดันเพื่อรับการสนับสนุนเพิ่มเติม และ วิทยากร รศ. ดร. โธมัส กวาดามูซ Head, Mahidol Center for Health, Behavior and Society คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมแชร์ประสบการณ์ แนวทางการวิจัยข้ามสาขาที่มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมีตัวอย่างงานวิจัยด้านสุขภาพและสังคม เช่น การทดสอบ HIV ด้วยตัวเองสำหรับกลุ่ม MSM, การเก็บตัวอย่าง anal swab เพื่อประเมินโครงการเสริมพลังชุมชน, ประเด็นจริยธรรมในการคัดเลือกชนกลุ่มน้อยในพื้นที่มาลาเรียระบาด, และการศึกษาการป้องกัน mpox ผ่าน TikTok นอกจากนี้ ยังส่งเสริมความร่วมมือในด้าน การตั้งคำถามวิจัย การออกแบบงานวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล และการเผยแพร่ผลงานเพื่อสร้างผลกระทบทางสังคม พร้อมนำเสนอแนวทางวิจัยที่หลากหลาย เช่น วิจัยเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ แบบผสม การใช้โซเชียลมีเดีย และแนวทางใหม่ๆ อย่าง Photovoice และ Nominal Group Technique เพื่อให้การวิจัยสอดคล้องกับบริบทของชุมชนและเกิดประโยชน์สูงสุด