รมว.สาธารณสุขเปิดการประชุมแพทยศาตรศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 8 มุ่งการบริบาลสุขภาพและการศึกษาแพทยศาสตร์
วันนี้ ( 20 ก.ค. 52) เวลา 09.00 น. นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางไปเปิดการประชุมแพทยศาสตรศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 8 และปาฐกถาพิเศษเรื่อง แพทยศาสตรศึกษากับความคาดหวังของสังคมไทย ตามที่กลุ่มสถาบันแพทยศาสตรแห่งประเทศไทย (กสพท.) จัดขึ้น ซึ่งในปีนี้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นเจ้าภาพจัดงาน โดยมี ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินการกลางการประชุมฯ พร้อมคณะให้การต้อนรับ และในวันเดียวกันคณบดีคณะแพทยศาสตร์ทั้ง 18 แห่งทั่วประเทศไทย* ได้มีการบันทึกลงนามปฏิญญาโรงเรียนแพทย์สร้างเสริมสุขภาพ ร่วมกัน เวลา 13.00 น. ณ อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี
ปัจจุบันแนวโน้มสุขภาพของคนไทยมีอายุยืนขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือ มีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการเจ็บป่วยด้วยโรคซึ่งมีลักษณะเรื้อรังมากขึ้น ที่สำคัญ 5 โรค คือ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ทำให้แต่ละปีมีผู้เข้ารับการรักษาเสียเงินไม่ต่ำกว่าโรคละ10,000 100,000 บาท นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นของเทคโนโลยีด้านสุขภาพมากมาย รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์และนโยบายของรัฐเพื่อสร้างการเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์ (Medical Hub) แห่งภูมิภาคเอเชีย อันส่งเสริมให้เกิดธุรกิจบริการสุขภาพขึ้นหลายรูปแบบในประเทศ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านปฏิสัมพันธ์ของบุคลากรในระบบกับสังคม และความคาดหวังของประชาชนต่อบริการที่ได้รับ
กลุ่มสถาบันแพทยศาสตรแห่งประเทศไทย ได้ตระหนักในความสำคัญของเรื่องดังกล่าว จึงได้จัดการประชุมแพทยศาสตรศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ขึ้น เพื่อปรับปรุงการจัดการศึกษาแพทยศาสตร์ของประเทศ ผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพและคุณธรรม สามารถรับใช้ประเทศได้ตรงตามความต้องการของสังคมและสอดคล้องกับนโยบายด้านการแพทย์และสาธารณสุขไทย หัวข้อการประชุมประกอบด้วยเรื่องหลักๆ คือ การบริบาลสุขภาพโดยมุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลาง*อย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม การเพิ่มคุณลักษณะของการบริบาลสุขภาพด้วยจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์แก่แพทย์และแพทย์เฉพาะทาง การให้ความรู้และสร้างระบบสนับสนุนให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางในการดูแลสุขภาพทั้งของตนเอง ครอบครัว และชุมชนอย่างเหมาะสม รวมทั้งการใช้ยาและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยและตรวจรักษาอย่างเหมาะสมกับโรคและฐานะของผู้ป่วย
ภายในงานมีการบรรยาย อภิปราย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อาทิ ระบบบริหารจัดการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข การทบทวนเกณฑ์มาตรฐานผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้เหมาะสมกับระบบบริบาลสุขภาพที่มุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลาง การส่งเสริมบริบาลทางการแพทย์ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ การสร้างเสริมสุขภาพโดยเน้นให้ชุมชนเป็นหลัก การแก้ไขปัญหาขาดแคลนอาจารย์แพทย์ บทบาทของโรงเรียนแพทย์ในการส่งเสริมการแพทย์แผนไทย มุมมองจากบุคคลหลายวงการต่อวิชาชีพแพทย์ เป็นต้น พร้อมจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิชาการ การบริบาลสุขภาพโดยมุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลาง (People-Centered Health Care) และ ความคิดเห็นหรือความต้องการของประชาชนต่อการสาธารณสุขในปัจจุบัน ซึ่งการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20 - 22 กรกฎาคม 2552 คาดว่าผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 700 คน จะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันข้อเสนอแนะและแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเป็นนโยบายในการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขและระบบการจัดการศึกษาแพทยศาสตร์ในระดับประเทศ
--------------------------------------------------------------
คณะแพทยศาสตร์ทั้ง 18 แห่ง ทั่วประเทศไทย
1. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล 2. คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัย มหิดล 3. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 5. มหาวิทยาลัยขอนแก่น 6. วิทยาลัยแพทย ศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล 7. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 8. มหาวิทยาลัยรังสิต/ รพ.ราชวิถี 9. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 10. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 11. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี 12.มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ 13. วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า 14. มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 15.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 16.มหาวิทยาลัยบูรพา 17. มหาวิทยาลัยนเรศวร 18. มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
การบริบาลสุขภาพโดยมุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลาง
เป็นการบริบาลแบบองค์รวมที่บูรณาการระหว่างกายและจิต บุคคลและระบบเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน สร้างวัฒนธรรมของการบริบาลให้เข้าสู่ยุคใหม่โดยอาศัยภาคีเครือข่ายทุกระดับที่เกี่ยวข้อง เพื่อมอบความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและเพิ่มพลังใจแก่มวลชนอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบันการสาธารณสุขได้ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่ให้ความสำคัญกับแนวคิดสุขภาพในกระบวนทัศน์ใหม่ที่เป็นการบริการแบบองค์รวม คือ การให้บริการที่คำนึงถึงมิติความเป็นมนุษย์ของผู้รับบริการ ที่เชื่อมโยงกันทั้งมิติทางกาย ใจ สังคม และมิติทางจิตวิญญาณเฉกเช่นเดียวกัน






