ศิริราชเผย คืบหน้าช่วยเด็กแฝดสยาม หัวใจดวงเดียว
สืบเนื่องจากเด็กแฝด ดช.อธิป - อธิน ภูกันหา บุตรครรภ์ที่ 2 ของนางอนัสรา ภูกันหา อายุ 29 ปี และนายศิวกร ภูกันหา อายุ 31ปี ซึ่งคลอดด้วยวิธีผ่าท้องคลอด เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 51 เวลา 09.45 น. ณ รพ.สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จ.ตาก ฝาแฝดสยามรายนี้เป็นเพศชาย อายุครรภ์ 37 สัปดาห์ น้ำหนักรวมกันได้ 4,680 กรัม แต่เนื่องจากร่างกายไม่แข็งแรง จึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจและอยู่ในตู้อบ เมื่อผู้ป่วยมีอาการคงที่แล้ว จึงมีการส่งทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) พบว่าหัวใจและตับติดกัน จึงได้ติดต่อ ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อส่งต่อมาทำการรักษาที่รพ.ศิริราช โดยคณะแพทย์และพยาบาลรพ. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ออกเดินทางพร้อมทารกแฝดเวลา 18.00 น. ของคืนวันที่ 26 มิ.ย มาถึงไอซียูกุมารศัลยศาสตร์ (อินทรสุขศรี) สยามินทร์ ชั้น6 รพ.ศิริราช เมื่อเวลา 22.30 น
.
ศ. คลินิก นพ. ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ชี้แจงว่า เบื้องต้นคณะแพทย์ผู้ทำการรักษา ได้ทำการตรวจร่างกายแรกรับพบว่า ทารกฝาแฝดมีลำตัวติดกัน เพศชาย มีการเชื่อมต่อกันที่ทรวงอกและช่องท้องมาจนถึงระดับสายสะดือ วัดความยาวของส่วนที่เชื่อมติดกันได้13 ซม. เด็กหายใจเร็วเล็กน้อย ได้ให้ออกซิเจนช่วยหายใจ นอกจากนี้ยังตรวจพบเสียงหัวใจผิดปกติ เพดานโหว่ จึงได้ทำการช่วยรักษาเบื้องต้นมีการปรึกษากุมารแพทย์หน่วยทารกแรกเกิด, กุมารแพทย์โรคหัวใจ , ศัลยแพทย์ โรคหัวใจ , รังสีแพทย์มาร่วมในการรักษา
ต่อมาได้ทำการตรวจทารกทั้งคู่ด้วยเครื่องตรวจพิเศษหลายครั้งพบปัญหาสำคัญ คือ ทารกทั้งคู่ใช้ผนังหัวใจส่วนสำคัญบริเวณหนึ่งร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีเส้นเลือดเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจทอดข้ามจากทารกคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งด้วย จึงเป็นอุปสรรคสำคัญในการผ่าตัดแยกหัวใจออกจากกัน นอกจากนี้ลักษณะภายในของหัวใจยังมีความพิการรุนแรงส่งผลให้ทารกทั้งคู่เริ่มมีอาการหัวใจล้มเหลวต้องใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ ในวันที่ 28 มิ.ย.หลังจากนั้นก็มีอาการทรงตัวอยู่จนถึงวันที่ 9 ก.ค.เกิดอาการเขียวเฉียบพลัน เนื่องจากมีการหดตัวอย่างรุนแรงของเส้นเลือดสำคัญบางเส้นจำเป็นต้องได้รับยารักษาโรคหัวใจยาขยายเส้นเลือดหลายขนาน และย้ายเข้าไอซียู ทารกแรกเกิดของภาควิชากุมารเวชศาสตร์ เพื่อช่วยให้การดูแลปรับระดับยาชนิดต่างๆ จนมีอาการดีขึ้นอีกครั้ง แต่ยังคงมีสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรงพอที่จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติมหรือวางแผนการผ่าตัดรักษาต่อไปได้

