คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดศูนย์บริการผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาในชุมชน
วันนี้ ( 25 มิ.ย. 51) เวลา 14.00 น. ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นประธานแถลงข่าวเรื่อง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดศูนย์บริการผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาในชุมชน ร่วมกับ ดร.วัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นพ.พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และนายสุรเดช วลีอิทธิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สาขาเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร รศ.พญ.วรพรรณ เสนาณรงค์ อายุรแพทย์ ผู้ริเริ่มเปิดศูนย์บริการผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาในชุมชน และ ผศ.พญ.สุชาดา กัมปนาทแสนยากร ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจการพิเศษ ในฐานะพิธีกรกล่าวต้อนรับ โอกาสเดียวกันผู้แทนทั้ง 3 องค์กรได้ทำพิธีลงนามความร่วมมือในการเปิดศูนย์บริการสาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศ เขตหนองแขมขึ้นเป็นแห่งแรก ณ ห้องประชุมคณะฯ ตึกอำนวยการ ชั้น 2
ดร.วัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ในทางสถิติมักถือว่าผู้ที่อยู่ในวัยสูงอายุคือ บุคคลที่มีอายุ 60 - 65 ปีขึ้นไป สำหรับประเทศไทยกำหนดไว้ว่า ผู้สูงอายุคือบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรทั้งประเทศสูงกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา แต่สำหรับประเทศไทยกลับมีสัดส่วนของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ เนื่องจากครอบครัวสังคมไทยเปลี่ยนจากครอบครัวขยายเป็นครอบครัวเดียว ทำให้ผู้สูงอายุอยู่โดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้งเพิ่มมากขึ้น จากร้อยละ 10 ของประชากรผู้สูงอายุ ในปี พ.ศ. 2513 เป็นร้อยละ 17 ในปี พ.ศ. 2547 และร้อยละ 12 ของประชากรผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งอยู่ในสถานสงเคราะห์
จากการศึกษาพบว่าวัฒนธรรมการดำรงชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลง ทำให้สุขภาพของคนไทย โดยเฉพาะผู้สูงอายุมักเกิดโรคเรื้อรังที่พบบ่อย ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคเสื่อมตามวัย เช่น ข้อเสื่อม กระดูกเสื่อม ตาพล่ามัว หูตึง มีจำนวนมากขึ้น จากเหตุผลดังกล่าวก่อให้เกิดความผิดปกติ ความบกพร่องหรือความไม่สมบูรณ์ของร่างกายที่อาจก่อให้เกิดความพิการหลงเหลืออยู่ และไม่สามารถแก้ไขให้ดีดังเดิมได้ จากสถิติพบว่าผู้สูงอายุร้อยละ 50 เป็นโรคเรื้อรังในกลุ่มของโรคหัวใจและหลอดเลือดถึงร้อยละ 42.66 และพบผู้สูงอายุที่มีอายุ 70 ปี ขึ้นไป มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ถึงร้อยละ 55.5 ซึ่งในปัจจุบันและอนาคต ผู้สูงอายุจะเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุขทำให้ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น จำนวนผู้สูงอายุจึงเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ จากภาวะนี้ทำให้หลายประเทศในโลกรวมทั้งประเทศไทยด้วยที่มีความตื่นตัวและเตรียมการเพื่อรองรับและให้การดูแลประชากรกลุ่มนี้มากขึ้น การดูแลและส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุนับว่าเป็นภารกิจที่สำคัญสำหรับครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม เพื่อให้เกิดการดูแลเอื้ออาทรแก่ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ทุพพลภาพ หรือมีภาวะพึ่งพา จะเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งในอนาคตอันใกล้ ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุเหล่านี้จำเป็นต้องได้รักการดูแลหรือมีภาวะพึ่งพาเพราะไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้อย่างคน ปกติทั่วไป อีกทั้งค่าครองชีพในปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ผู้สูงอายุมีกำลังหรือโอกาสสร้างรายได้ให้ตนเองลดลง ทำให้เกิดภาวะเครียดและวิตกกังวลในเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลเมื่อผู้สูงอายุมีโรคประจำตัว หรือต้องเผชิญกับความพิการ และจากสถานการณ์ของผู้สูงอายุดังกล่าวข้างต้น กรุงเทพมหานครซึ่งมีจำนวนผู้สูงอายุตามทะเบียนราษฎร์ ในปี พ.ศ.2549 จำนวน 5 แสนคน และจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 9 แสนคนในปี พ.ศ. 2553 ตามการคาดประมาณของกองวางแผนทรัพยากรมนุษย์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เหตุนี้กรุงเทพมหานครจึงตระหนักและเห็นความสำคัญในการจัดบริการเพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ทั้งจากบุคลากรทางการแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ครอบครัว และชุมชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพา หรือมีความพิการ จึงมีนโยบายการขึ้นทะเบียนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ส่วนคนพิการและผู้สูงอายุที่ได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองความพิการเรียบร้อยแล้ว จะได้รับการดูแลด้านสุขภาวะจากบุคลากรของศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัยทั้ง 68 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพมหานครต่อไป
ด้าน รศ.พญ.วรพรรณ เสนาณรงค์ อายุรแพทย์ ผู้ริเริ่มเปิดศูนย์บริการผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาในชุมชน กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้ทำการศึกษาเชิงบริการในผู้สูงอายุตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 รวมทั้งการศึกษาเชิงลึกด้านโรคเรื้อรังที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ข้อเข่าเสื่อม และภาวะสมองเสื่อม อันนำมาด้วยอาการอัมพาต อัมพฤกษ์ที่เรื้อรัง เป็นที่ประจักษ์ว่าผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพา หรือมีความพิการแต่เบื้องต้น จะคงความสามารถในการช่วยเหลือตนเองและประคองโรคไม่ให้ทรุดลงได้เมื่อ พบแพทย์และรับการรักษา หรือมีแพทย์ บุคลาการวิชาชีพเข้าให้การบริการถึงบ้านได้บ่อยและต่อเนื่อง ซึ่ง สถานการณ์ในประเทศไทยที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาควรอาศัยปัจจัยเข้มแข็งของภูมิสังคม และวัฒนธรรมครัวเรือนของไทย ระบบอาสาสมัครสาธารณสุข หรืออาสาสมัครผู้สูงอายุที่เริ่มเกิดขึ้นในระบบสาธารณสุขของไทยเหล่านี้ เป็นพลังเกื้อหนุนในการร่วมกันดูแลผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังและภาวะพึ่งพาได้ รวมทั้งนักวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐ และชุมชน ควรประสานความร่วมมือในการชี้นำ ชี้แนะให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาเหล่านี้ได้รับการบริการที่เหมาะสม ใกล้ครัวเรือน เท่ากับเป็นการเพิ่มศักยภาพและภูมิคุ้มกันของชุมชนต่อผู้สูงอายุให้เข้มแข็ง ซึ่งจากการศึกษาติดตามต่อเนื่องมาตลอด อุปสรรคที่พบคือ กลุ่มผู้สูงอายุยังขาดความรู้ความเข้าใจในความ สำคัญของการตรวจติดตาม ฟื้นฟูและป้องกันโรคเรื้อรังเหล่านี้ ผู้สูงอายุที่มีความพิการเบื้องต้นขาดการเข้าถึงการบริการในเชิงลึก เนื่องจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ การเดินทาง และขาดความเข้าใจด้านสุขภาวะของกลุ่มโรคเรื้อรัง ส่งผลให้สุขภาพทรุดลงจนไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ และยังกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศด้วย
รศ.พญ.วรพรรณ เสนาณรงค์ กล่าวต่อว่าการรักษาผู้สูงอายุโรคเรื้อรังที่มีภาวะพึ่งพานั้น ในทางการแพทย์ จะให้เห็นผลทันตาในเร็ววันคงไม่ได้ ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอในการบำบัด รวมทั้งกำลังใจจากผู้ป่วยและคนรอบข้าง เหตุนี้จึงเป็นที่มาของแนวคิดในโครงการ เปิดศูนย์บริการผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาในชุมชน หรือ สชช. โดยจัดรูปแบบการบริการแบบบูรณาการ ที่มีเครือข่ายการดูแลอย่างต่อเนื่อง ณ ศูนย์บริการสาธารณสุข 48 นาควัชระอุทิศ เขตหนองแขมขึ้นเป็นแห่งแรก ประกอบด้วยการดูแลรักษา และฟื้นฟูแบบเช้ามาเย็นกลับทุกวันจันทร์ ศุกร์ เวลา 08.30-16.30 น. นำโดยทีมแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรทางการแพทย์ศิริราช ได้แก่ แพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา นักโภชนาการ ร่วมด้วยอาสาสมัครผู้ดูแลผู้สูงอายุ และอาสาสมัครในชุมชน นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์สอนเพื่อให้เกิดความรู้ในอาสาสมัคร และผู้ดูแลในชุมชนในการดูแลอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาหรือพิการเบื้องต้นอย่างถูกต้อง ณ ชุมชนและบ้านของตนเอง รวมทั้งมีการติดตามประสิทธิผลในการช่วยเหลือตนเองของผู้ป่วยและญาติ ตลอดจนคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและญาติอีกด้วย ภายในศูนย์แห่งนี้ประกอบด้วย ห้องออกกำลังกาย ห้องกายภาพบำบัด ห้องโภชนาการ และสาธิตการทำอาหาร ห้องจัดแสดงสถาปัตย์เพื่อผู้สูงวัยที่มีภาวะพึ่งพา โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปนิกคอยให้คำปรึกษา ห้องประเมินสมรรถภาพทางสมอง มีการทดสอบสมรรถภาพสมองและกิจกรรมลับเชาวน์ปัญญา และสุดท้ายเป็นห้องให้คำปรึกษา ให้ความรู้เรื่องสถานการณ์ผู้สูงอายุ บริการวัดความดันโลหิต ชั่งน้ำหนัก และคำนวณค่าดัชนีมวลกาย ซึ่งโรงพยาบาลศิริราช และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เห็นว่าศูนย์บริการผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาในชุมชนนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังเพื่อเตรียมรับสถานการณ์ประเทศไทยสำหรับสังคมผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคตด้วย
ส่วน นพ.พีรพล สุทธิวิเศษศักดิ์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวถึงแนวความคิดในการมีศูนย์บริการผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาในชุมชน (สชช) ว่า นับเป็นการตอบสนองต่อแนวคิดการดำเนินงานเกี่ยวกับการคุ้มครองและส่งเสริมผู้สูงอายุในประเทศไทย โดยการจัดการบริการเพื่อฟื้นฟูและจัดสวัสดิการให้ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ และผู้ที่อยู่ในสภาวะยากลำบากให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้
จากแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2545 - 2564 มีเนื้อหาสาระประกอบด้วย
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมผู้สูงอายุ
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การจัดระบบคุ้มครองทางสังคมผู้สูงอายุ
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาด้านผู้สูงอายุ ระดับชาติและการพัฒนาบุคลากรด้านผู้สูงอายุ
ยุทธศาสตร์ที่ 5 การประมวลพัฒนาองค์กรความรู้ผู้สูงอายุ และการติดตามประเมินผลการดำเนินการตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ
จะเห็นได้ว่า โครงการ สชช. สนองตอบต่อนโยบายและยุทธศาสตร์ผู้สูงอายุตามแผนผู้สูงอายุแห่งชาติหลายประการ
ด้วยแนวโน้มประชากรของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทาง ด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม จำนวนเด็กลดลง วัยแรงงานเพิ่มขึ้นแต่เพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำ ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ สังคมผู้สูงอายุ คือมีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น รายจ่ายด้านสวัสดิการและสังคมก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน แม้สังคมไทยยังตระหนักถึงการอุปการะลี้ยงดู แต่ก็ยังพบว่ามีผู้สูงอายุส่วนหนึ่งที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพัง
จากผลการสำรวจประชากรสูงอายุในปี 2550 พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ มากกว่าร้อยละ 65 ได้รับการเกื้อหนุนด้านการเงินจากบุตร และมีส่วนหนึ่งที่ยังคงรับภาระที่มีต่อบุตรอยู่ มีการเกื้อหนุนจากครัวเรือนในรูปแบบอื่น ได้แก่ การให้อาหาร เสื้อผ้าเครื่องใช้ การเยี่ยมเยียน การติดต่อคุยทางโทรศัพท์ แต่ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของผู้สูงอายุคือปัญหาด้านสุขภาพ ยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้นก็ยิ่งพบปัญหาทุพพลภาพมากขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนบทบาทของผู้สูงอายุจากการดูแลตนเองได้ ดำรงชีวิตอยู่อย่างอิสระ ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ทำงานและเกื้อกูลบุตรหลานได้ ไปสู่สถานะต้องพึ่งพาอาศัยและรับการดูแลจากบุตรหลาน หรือสมาชิกในครอบครัว
การเสื่อมสภาพในวัยสูงอายุมีผลให้เกิดการเจ็บป่วยได้ง่าย ข้อมูลจากการสำรวจ พบว่าร้อยละ 52.3 ของผู้สูงอายุได้รับการตรวจสุขภาพในรอบปี มีผู้สูงอายุร้อยละ 15.3 ที่รับการสำรวจในปี 2550 มีความพิการ และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ความพิการที่พบมากในผู้สูงอายุ 3 อันดับแรก คือ สายตาเลือนราง 2 ข้าง หูตึง 2 ข้าง และอัมพฤกษ์
ภาระในการดูแลผู้สูงอายุที่ทุพพลภาพ หรือมีภาวะพึ่งพา จะเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นจึงควรมีการเตรียมการรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตในบั้นปลายได้อย่างมีความสุข
ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า การที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ร่วมกับ กรุงเทพมหานคร และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เปิดศูนย์บริการผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพาในชุมชน นับเป็นโครงการที่ช่วยพัฒนาการบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ผู้สูงอายุ และหวังช่วยลดภาระของญาติ คาดหวังให้ญาติมีเวลาเพื่อกิจกรรมของตนเองมากขึ้น อย่างน้อยเมื่อผู้สูงอายุช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้นหรือผู้สูงอายุมารับบริการช่วงกลางวัน ทั้งยังส่งเสริมและคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมเกื้อหนุนดูแลผู้สูงอายุในครัวเรือนไทย ตลอดจนผู้ที่ร่วมจัดตั้งโครงการได้กำหนดรูปแบบจัดตั้งการบริการอย่างกะทัดรัดอย่างพอเพียง ซึ่งจะช่วยเอื้อในการนำไปขยายผลได้สะดวก






