ศิริราชสร้างนวัตกรรมรถเข็นนั่งปรับยืน สมบูรณ์ตัวแรกของไทย เพื่อผู้พิการ

       วันนี้ (9 มิ.ย. 51) เวลา 10.00 น. ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์  กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นประธานแถลงข่าวเรื่อง “ศิริราชสร้างนวัตกรรมรถเข็นนั่งปรับยืน สมบูรณ์ตัวแรกของไทย  เพื่อผู้พิการ”  ร่วมกับ รองศาสตราจารย์เรือเอก นพ.ชลเวช  ชวศิริ หัวหน้าศูนย์ผู้บาดเจ็บทางกระดูกสันหลัง ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด ในฐานะหัวหน้าโครงการ Siriraj stand up wheelchair  รศ.พญ.ศรีนวลชวศิริ หัวหน้าสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟูเด็ก ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู ในฐานะผู้ร่วมโครงการฯ ร่วมด้วยผู้ใช้รถเข็นโดยตรง 3 ท่าน คือ พ.ต.ท.ทัศน์พล  บู้หลง  คุณอภิเชษฐ  อ่อนกอ และคุณบัณฑิต  ดาวบริบูรณ์  โดยมี รศ.นพ.ดิฐกานต์  บริบูรณ์หิรัญสาร รองคณบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และกิจการพิเศษ ในฐานะพิธีกรกล่าวต้อนรับ  ณ ห้องประชุมคณะฯ ตึกอำนวยการ ชั้น  2

       รองศาสตราจารย์เรือเอกนายแพทย์ชลเวช  ชวศิริ เปิดเผยว่า นวัตกรรมรถเข็นนั่งปรับยืนครั้งนี้ นำร่องที่ผู้พิการอัมพาตครึ่งท่อนล่าง เป็นกลุ่มเป้าหมายที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลมุ่งมั่นคิดค้นพัฒนาอุปกรณ์ในการช่วยเหลือพัฒนาคุณภาพชีวิตให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพเพิ่มขึ้น
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ  เป็นที่น่าวิตกว่าที่ผ่านมาในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะประเทศไทย พบว่ามีจำนวนประชากรไทยผู้พิการถึง 1.9 ล้านคน จากประชากรทั้งหมดกว่า 60 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 10  ซึ่งจากการที่ดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังจำนวนมากในโรงพยาบาลศิริราช  ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งสามารถรักษาให้กลับเป็นปกติหรือใกล้เคียงปกติได้ ขณะที่ผู้ป่วยอีกจำนวนหนึ่งที่แม้ว่าจะช่วยชีวิตได้ แต่การบาดเจ็บของไขสันหลังมีความรุนแรงมากจนต้องกลายเป็นอัมพาต พบว่า ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของการรักษาผู้ป่วยอัมพาตในประเทศไทย คือ   การขาดแคลนอุปกรณ์เพื่อช่วยในการรักษาหรือเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย เมื่อเปรียบเทียบกับในต่างประเทศที่พัฒนาเต็มที่แล้ว 
“แม้ว่าวิทยาการทางการแพทย์และความสามารถของแพทย์ไทยจะไม่ด้อยกว่าในต่างประเทศ แต่การขาดแคลนอุปกรณ์ช่วยในการรักษาก็ทำให้ประสิทธิภาพในการเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้ป่วยพิการเหล่านี้ทำไม่ได้เต็มที่ ผู้ป่วยอัมพาตในประเทศไทยยังต้องอยู่กับความจำกัดของอุปกรณ์ช่วยคนพิการ  ทำให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินชีวิต  อุปกรณ์เหล่านี้จำนวนมาก ต้องอาศัยแต่การนำเข้าจากต่างประเทศที่มีราคาแพงเกิน เศรษฐานะไม่สามารถนำมาให้ผู้ป่วยทั่วไปใช้ได้จริง มักมีเฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ซ้ำการสั่งซื้อก็ไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ ในฐานะของแพทย์ผู้รักษา พยายามมองว่าจะช่วยได้อย่างไร”

        และเนื่องจากผู้ป่วยอัมพาตส่วนใหญ่มีความจำเป็นต้องใช้รถเข็นในชีวิตประจำวัน และมักมีปัญหาแทรกซ้อนจากการนั่งรถเข็นตลอดเวลา  เช่น  แผลกดทับ  ข้อหดรั้ง  มีข้อจำกัดในการประกอบกิจวัตร หรืออาชีพในท่ายืน  ผู้ป่วยจำนวนมากต้องมาโรงพยาบาลเพื่อรักษาปัญหาแทรกซ้อนเหล่านี้ หรือเพื่อทำกายภาพฝึกยืนใน tilt board  นอกจากนี้ผู้ป่วยมักมีปัญหาทางจิตใจ เนื่องจากไม่สามารถเดินยืนได้  เราจึงคิดว่าถ้ารถเข็นนั่งที่ใช้ในชีวิตประจำวันมีคุณสมบัติการใช้งานเพิ่มขึ้น  คือ  ปรับให้ยืนได้ สะดวก ปลอดภัย  น่าจะช่วยลดปัญหาแทรกซ้อนเหล่านี้และค่าใช้จ่ายในการมาโรงพยาบาล ทั้งมีโอกาสในการดำเนินชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ถ้าผู้ป่วยอัมพาตสามารถยืนได้ด้วยตนเองอีกครั้งโดยไม่ต้องพึ่งใคร น่าจะมีผลอย่างมากต่อจิตใจของผู้ป่วย
จากความต้องการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาและคุณภาพชีวิต  จึงได้มีความพยายามที่จะทำให้รถเข็นที่ผู้พิการสามารถใช้ปรับยืนได้  และไม่ใช่แค่ทำให้ยืนได้เท่านั้น  แต่ต้องปรับยืนได้สะดวก  คุณภาพต้องดีไม่แพ้ของนำเข้าจากต่างประเทศ   มีขบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานและต่อเนื่องในประเทศไทยเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วย ด้วยเป้าหมายที่ค่อนข้างสูงนี้ทำให้ใช้เวลาในการประดิษฐ์และพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ในที่สุดได้รถเข็นนั่งปรับยืน สมบูรณ์ตัวแรกของไทย
ด้าน รศ.พญ.ศรีนวล  ชวศิริ กล่าวว่า จุดเด่นของเก้าอี้นั่งปรับยืน หรือ Siriraj stand up wheelchair มีหลายข้อคือ  
 
1. ใช้งานได้จริง มีมาตรฐาน มั่นคง และปลอดภัยในการใช้งาน
2. การปรับยืนนั่งทำได้สะดวกโดยผู้ป่วยเอง สามารถปรับได้ทุกระดับ
3. มีระบบรองรับการยืนที่แตกต่างจากรถเข็นแบบปรับยืนที่มีจำหน่ายในต่างประเทศ  ทำให้ยืนได้สบายและยืนได้นาน  
4. คุณภาพอุปกรณ์ได้มาตรฐานดีไม่แพ้อุปกรณ์นำเข้าจากญี่ปุ่น
5. ราคาเหมาะสมกับเศรษฐานะในประเทศไทย
6. ลดปัญหาแผลกดทับ การหดรั้งข้อสะโพกข้อเข่า และยังช่วยบริหารกล้ามเนื้อขา    
7.  เพิ่มโอกาสในการประกอบกิจวัตรประจำวันในท่ายืน
8.  ช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพจิตดีขึ้น    
             
       สิ่งที่น่ายินดีต่อไปคือ รถเข็นนั่งปรับยืน หรือ Siriraj stand up wheelchair    ได้ขอสิทธิบัตรแล้ว และอีกไม่นานคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะผลิตออกจำหน่ายในประเทศไทย คาดว่า ผู้พิการจำนวนมากน่าจะได้รับประโยชน์จากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกนี้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้พิการสามารถมีกิจวัตรเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง