
พลังสมองสำรอง (Cognitive Reserve) คืออะไร?
รศ.นพ.รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ
สาขาวิชาอายุรศาสตร์ปัจฉิมวัย ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
พลังสมองสำรอง (Cognitive Reserve) คือสมรรถนะสำรองของสมองซึ่งแสดงถึงความยืดหยุ่นและความคล่องตัวของสมองในการดึงทักษะและความสามารถต่าง ๆ ออกมาเพื่อแก้ปัญหา ต่อสู้กับข้อจำกัด และใช้ในการหาวิธีการใหม่ ๆ เพื่อทำงานให้สำเร็จลุล่วง และใช้ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า “พลังสมองสำรอง” นี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่มนุษย์ต้องค่อย ๆ สร้างและสะสม ผ่านการเรียนรู้และความอยากรู้อยากเห็น (curiosity) ตลอดชีวิต
แนวคิดเรื่อง "พลังสมองสำรอง" นี้เริ่มขึ้นช่วงปลายทศวรรษ 1980 เมื่อนักวิจัยพบเรื่องประหลาดจากการชันสูตรศพของผู้สูงอายุหลายคนที่ไม่เคยแสดงอาการของภาวะสมองเสื่อม (dementia) เลยในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่สมองของพวกเขากลับมีพยาธิสภาพและการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ขั้นรุนแรง ทำให้เชื่อว่าเหตุผลหนึ่งที่บุคคลเหล่านี้ยังใช้ชีวิตและทำงานได้เป็นปกติจนถึงยามสิ้นอายุขัย ก็เพราะพวกเขามีต้นทุน "พลังสมองสำรอง" มากพอที่จะทดแทนสมองส่วนที่เสียหายนั่นเอง
นับแต่นั้นมา งานวิจัยมากมายยืนยันตรงกันว่าคนที่มี "พลังสมองสำรอง" สูงกว่าจะสามารถประวิงเวลาและชะลอการแสดงอาการของภาวะสมองเสื่อม รวมทั้งโรคทางสมองอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคพาร์กินสัน, โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis) หรือโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ได้ดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้น "พลังสมองสำรอง" นี้ยังช่วยให้สมองของผู้สูงอายุเหล่านี้รับมือกับวิกฤตเฉียบพลันในชีวิต เช่น ความเครียด การผ่าตัด หรือมลพิษในสิ่งแวดล้อม ได้ดีขึ้นด้วย
6 ปัจจัยหลักในการสร้าง “พลังสมองสำรอง” และดูแลสุขภาพสมอง
หัวใจสำคัญของโปรแกรมดูแลสุขภาพสมองและการฟื้นฟูระบบความคิด คือการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต 6 ประการ
1. รับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก (Plant-based diet)
2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
4. จัดการและบริหารความเครียด
5. สร้างความสัมพันธ์กับผู้คนและเข้าสังคม
6. ท้าทายสมองด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ
การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตทั้ง 6 ประการนี้ต้องทำควบคู่กันทั้งหมดเป็นแพ็กเกจ ไม่ใช่ทำเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การเพิ่มไฟเบอร์ในมื้ออาหารหรือการเดินออกกำลังกายตอนเช้าเพียงอย่างเดียวแล้วจะหวังผลเลิศในการสร้าง "พลังสมองสำรอง" ได้ ดังนั้น การประสานพลังกันระหว่าง การออกกำลังกาย อาหาร การนอนหลับ การคลายเครียด การปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และการฝึกสมอง ไปพร้อม ๆ กัน จึงจะเห็นผลลัพธ์ในการดูแลสมองได้สูงสุด

