
ภัยเงียบจากตับอักเสบ ที่คุณมองไม่เห็น
“ตับ” เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำงานหนักที่สุดอวัยวะหนึ่งของร่างกาย มีหน้าที่กำจัดสารพิษ สร้างโปรตีน ผลิตน้ำดีเพื่อช่วยย่อยอาหาร และเก็บสะสมพลังงานให้ร่างกาย เมื่อใดก็ตามที่ตับเกิดการอักเสบหรือบาดเจ็บการทำงานเหล่านี้ย่อมลดลง และอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวโดยที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว
โรคตับอักเสบ คือภาวะที่เซลล์ตับเกิดการอักเสบ ทำให้การทำงานของตับผิดปกติ ซึ่งในระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดเจน จึงถูกเรียกว่าเป็น “ภัยเงียบ” ที่หลายคนมองข้าม
โรคตับอักเสบ แบ่งได้เป็น 2 ระยะ
1. ตับอักเสบเฉียบพลัน (Acute Hepatitis) เป็นการอักเสบที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่มักหายได้เองภายใน 6 เดือน สาเหตุที่พบบ่อยคือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เช่น ชนิดเอ บี ซี และอี รวมถึงไวรัสชนิดอื่น ๆ
2. ตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic Hepatitis) เป็นการอักเสบที่ดำเนินต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน หากไม่ได้รับการดูแล อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ตับแข็ง และมะเร็งตับ สาเหตุอาจเกิดจากไวรัสตับอักเสบ การดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับสารพิษ หรือภาวะไขมันพอกตับจากโรคอ้วนและเบาหวาน
แม้คำว่า “เรื้อรัง” จะฟังดูน่ากังวล แต่ในปัจจุบัน การแพทย์สามารถดูแล ควบคุมโรค และชะลอความรุนแรงได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
คนไทยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดใดมากที่สุด
ในประเทศไทย พบว่าผู้ติดเชื้อ ไวรัสตับอักเสบบี ประมาณร้อยละ 5 ของประชากร หรือราว 2–3 ล้านคนส่วน ไวรัสตับอักเสบซี พบประมาณร้อยละ 0.4 หรือราว 300,000 คน
ไวรัสตับอักเสบบี
มักติดเชื้อตั้งแต่วัยเด็ก โดยช่วงแรกไวรัสจะอยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ ภูมิคุ้มกันเริ่มตอบสนองจึงเกิดการอักเสบของตับ ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวว่าป่วย แต่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปถึง 100 เท่า โดยเฉพาะในผู้ชาย ผู้ที่ดื่มสุรา มีประวัติครอบครัว หรือได้รับสารพิษจากอาหารปนเปื้อนเชื้อรา
ไวรัสตับอักเสบซี
มักไม่แสดงอาการในระยะแรก ผู้ติดเชื้อกว่าครึ่งหนึ่งจะพัฒนาเป็นตับอักเสบเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว ประมาณ 20–30% อาจกลายเป็นตับแข็งภายใน 20–30 ปี และมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับเพิ่มขึ้นถึง 20 เท่า ข่าวดีคือ ปัจจุบันมียาที่สามารถรักษาไวรัสตับอักเสบซีให้หายขาดได้ในผู้ป่วยจำนวนมาก
ตับอักเสบ ไม่ได้เกิดจากสุราและไวรัสเท่านั้น
หลายคนเข้าใจว่าโรคตับอักเสบเกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์หรือการติดเชื้อไวรัสเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ยังมีสาเหตุอื่นที่พบได้บ่อย เช่น
- โรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เกิดจากภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาด เข้าโจมตีเซลล์ตับ พบบ่อยในผู้หญิง หากรักษาเร็วสามารถควบคุมโรคได้
- ตับอักเสบจากยาและสมุนไพร การใช้ยาหรือสมุนไพรบางชนิดเกินขนาด เช่น พาราเซตามอล หรือสมุนไพรบางชนิด อาจทำให้ตับเสียหายได้
- ไขมันพอกตับ พบในผู้ที่มีภาวะอ้วน เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง แม้ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก็สามารถเกิดตับอักเสบเรื้อรังได้
ความหวังจากงานวิจัย: ก้าวใหม่ของการวินิจฉัยโรคตับ
โรคตับเรื้อรัง มะเร็งท่อน้ำดี และมะเร็งตับ ในระยะแรกมักมีอาการคล้ายกัน ทำให้การวินิจฉัยทำได้ยาก ทีมนักวิจัยศิริราชจึงร่วมกับอีก 12 สถาบันจาก 5 ประเทศ ศึกษาการใช้ สารชีวภาพ (Biomarkers) ซึ่งเป็นสารในเลือดที่บ่งบอกการเปลี่ยนแปลงของโรค
จากการศึกษาผู้ป่วยกว่า 1,000 ราย พบว่าสารบางชนิด เช่น MMP-2 และ TIMP-1 สามารถช่วยแยกมะเร็งท่อน้ำดีออกจากมะเร็งตับได้ดี และหากใช้ร่วมกับสารชีวภาพอื่น ๆ จะยิ่งเพิ่มความแม่นยำมากขึ้น
แม้งานวิจัยนี้ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมก่อนนำมาใช้จริง แต่ถือเป็น สัญญาณแห่งความหวัง ที่อาจนำไปสู่การตรวจพบโรคได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และเริ่มการรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
เพราะการรู้เร็ว คือโอกาสของการมีวันพรุ่งนี้
โรคตับอักเสบไม่ใช่จุดจบ หากแต่เป็นสัญญาณเตือนให้เราหันกลับมาดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง การตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ การพบแพทย์ตั้งแต่ระยะแรก และการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม สามารถช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีวันพรุ่งนี้ที่สุขภาพแข็งแรงต่อไป

