การตรวจหัวใจด้วยสารธัลเลียม และคาดิโอไลท์ ตอนที่ 1
การตรวจหัวใจด้วยสารธัลเลียม และสารคาร์ดิโอไลท์
(ตอนที่ 1)
ภาควิชารังสีวิทยา
Faculty of
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
การตรวจหัวใจด้วยสารธัลเลียมและสารคาร์ดิโอไลท์
เพื่อให้ผู้ป่วยทราบถึงประโยชน์ของการตรวจ จึงขอแนะนำขั้นตอน การเตรียมตัว และสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้องในการตรวจหัวใจด้วยสารกัมมันตรังสี ได้แก่ สารธัลเลียมและสารคาร์ดิโอไลท์ นอกเหนือจากคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจที่รักษาหรือพยาบาลที่ดูแลท่านอยู่ ซึ่งการตรวจการตรวจหัวใจด้วยสารธัลเลียมและสารคาร์ดิโอไลท์ช่วยในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือดหัวใจ ทำให้ทราบตำแหน่งของกล้ามเนื้อหัวใจที่ผิดปกติ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการพิจารณาเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม รวมทั้งเพื่อประเมินผลการรักษา
ข้อแนะนำ/ ข้อควรปฏิบัติสำหรับการเตรียมตัวเพื่อมารับการตรวจ
- งดยาโรคหัวใจ (ตามแพทย์สั่ง) 2 วันก่อนมาตรวจ ยกเว้นยาอมใต้ลิ้นหากจำเป็น หากสงสัยหรือไม่แน่ใจเรื่องการรับประทานยาหรือการงดยา ให้รีบสอบถามจากแพทย์ทันที
- ควรลางานหรือทำตัวให้ว่างจากภารกิจการงานในวันตรวจทั้งวัน เนื่องจากกระบวนการตรวจจะใช้เวลาประมาณ 4-6 ชั่วโมงหรือมากกว่านี้ โดยเริ่มนับจากเวลาที่ฉีดสารธัลเลียมหรือสารคาร์ดิโอไลท
- งดอาหารและเครื่องดื่มมื้อเช้าประเภทชา กาแฟ และเครื่องดื่มอื่นที่มีคาเฟอีน เช่น เครื่องดื่มบำรุงกำลัง อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนมาตรวจ แต่ดื่มน้ำเปล่าในวันมาตรวจได้ สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะให้รับประทานข้าวต้มกับผักกาดดองได้ก่อนเวลา 5.00 น. ของวันที่มาตรวจ
- เครื่องแต่งกาย ควรสวมกางเกงและรองเท้าสำหรับการเดินออกกำลังกายบนสายพาน
- ถ้าเป็นเบาหวานให้งดยาเบาหวานในวันที่มาตรวจและแจ้งย้ำให้แพทย์และพยาบาลที่ห้องตรวจทราบ
- ควรนำญาติที่สามารถดูแลท่านได้มาในวันตรวจด้วยอย่างน้อย 1 คน เนื่องจากในระหว่างการตรวจท่านจะยังรับประทานอาหารไม่ได้ต้องรอจนกว่าการตรวจจะเสร็จสิ้นลง ภายหลังการตรวจท่านอาจจะรู้สึกอ่อนเพลีย ญาติจะได้ช่วยดูแลเตรียมหาอาหารไว้ให้ท่านและพาท่านกลับบ้าน
- ท่านจะต้องแจ้งยืนยันการตรวจก่อนถึงวันนัด 1 วันว่าจะมารับการตรวจตามนัดได้ ถ้าไม่สามารถมาได้ตามนัดกรุณาแจ้งล่วงหน้า เพื่อจะได้ติดต่อผู้ป่วยรายอื่นที่รออยู่ให้มารับการตรวจแทน
สถานที่ใช้ในการตรวจคือที่ สาขาเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ภาควิชารังสีวิทยา อาคารศูนย์โรคหัวใจฯ ชั้น 10
การตรวจหัวใจด้วยสารธาลเลียมและสารคาร์ดิโอไลท์ แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ
1. การตรวจหัวใจขณะออกกำลังกาย
2. การตรวจหัวใจขณะพัก
การเลือกการตรวจหัวใจแบบใดหรือการตรวจด้วยสารนิวเคลียร์ตัวใดขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์การตรวจหัวใจขณะพักมักไม่ค่อยเป็นปัญหา ส่วนการตรวจหัวใจขณะออกกำลังกายนั้น ถ้าท่านสามารถวิ่งหรือเดินเร็ว ๆ ได้แพทย์จะให้ออกกำลังโดยวิ่งบนสายพานเพื่อเพิ่มการทำงานให้หัวใจ แต่ถ้ามีปัญหาอื่นทางร่างกายที่ไม่สามารถวิ่งหรือเดินเร็ว ๆ ได้ เช่น ผู้ป่วยสูงอายุหรือเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม เป็นต้น แพทย์จะใช้ยาขยายหลอดเลือด (เพอร์แซนติน) ฉีดเข้าทางหลอดเลือดให้แทนการออกกำลังกาย
การออกกำลังเป็นการเพิ่มการทำงานของหัวใจซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจต้องการเลือดมาเลี้ยงมากกว่าปกติ ในรายที่หลอดเลือดหัวใจปกติจะพบว่ามีเลือดมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ทั่วถึงและเพียงพอทุกบริเวณ แต่ในรายที่หลอดเลือดหัวใจ มีพยาธิสภาพ เช่น มีการตีบหรืออุดตัน จะพบว่าบางแห่งของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือ อาจเป็นความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจก็ได้
การตรวจหัวใจด้วยสารธัลเลียมมีขั้นตอนการตรวจดังนี้
- หลังเที่ยงคืนก่อนวันนัดตรวจ ท่านจะต้องงดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด ยกเว้นให้ดื่มน้ำสะอาดได้
- ที่ห้องพักรอตรวจ เจ้าหน้าที่จะให้ท่านเปลี่ยนเสื้อเป็นแบบผูกเชือกด้านหน้า ชั่งน้ำหนักตัวและวัดส่วนสูง
- พยาบาลจะให้น้ำเกลือหยดทางหลอดเลือดดำ ที่แขนขวาโดยให้หยดช้า ๆ ซึ่งจะให้ไว้จนกว่าการตรวจจะเสร็จ
- เจ้าหน้าที่จะติดสายตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ที่บริเวณหน้าอกท่าน (10 ตำแหน่ง) และพันแขนวัดความดันโลหิตเพื่อติดตามดูอาการเปลี่ยนแปลงขณะตรวจ
- แพทย์จะแนะนำและสาธิตวิธีการเดินออกกำลังบนสายพานให้เข้าใจ และเน้นย้ำว่าเมื่อจะเดินไม่ไหวให้บอกก่อนหยุดเดินประมาณ 1 นาที จากนั้นจะให้ท่านเดินบนสายพานโดยค่อย ๆ ปรับความเร็วสายพานเพื่อให้ ท่านเดินเร็วขึ้นจนเกือบเป็นวิ่ง และปรับความชันของสายพานเพื่อให้ออกแรงมากขึ้น หัวใจจะทำงานเพิ่มขึ้น จนเมื่ออัตราชีพจรถึงเกณฑ์ที่กำหนดคือ 220 ลบด้วยอายุของท่านหรือจนกระทั่งท่านรู้สึกเหนื่อยมากที่สุด แพทย์จะฉีดสารธาลเลียมเข้าหลอดเลือดทางสายน้ำเกลือ ท่านจะต้องวิ่งหรือเดินบนสายพานนี้ต่ออีก 1 นาที หลังจากฉีดสารธาลเลียม
การตรวจขณะออกกำลังกาย
1. แพทย์จะให้นั่งหรือนอนพักจนการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจกลับเป็นปกติ ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที นักรังสีเทคนิคจะนำท่านมาถ่ายภาพหัวใจด้วยเครื่องมือพิเศษ เรียกว่าเครื่องแกมมา คาเมรา ใช้เวลา 30 นาที ถือเป็นการถ่ายภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย
2. หลังจากนั้นท่านจะต้องกลับมานอนพักที่ห้องรอตรวจอีกจนครบ 3 ชั่วโมงนับจากเวลาที่แพทย์ฉีดยาธาลเลียม ท่านจะได้รับการถ่ายภาพหัวใจโดยเครื่องแกมมาคาเมราอีกครั้งนับเป็นการถ่ายภาพหัวใจขณะพักใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถือเป็นการเสร็จสิ้นการตรวจ
- มีต่อตอนที่ 2-

