การติดเชื้อแคนดิดาที่ผิวหนังและเยื่อบุ
การติดเชื้อแคนดิดาที่ผิวหนังและเยื่อบุ
ผศ.พญ.จรัสศรี ฬียาพรรณ
ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
สาเหตุ
เชื้อแคนดิดาเป็นเชื้อยีสต์ที่พบอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกายของคนปกติ เช่น ในช่องปาก ในช่องคลอด เชื้อจะอยู่ปะปนกับจุลินทรีย์ประจำถิ่นชนิดอื่นๆ เชื้อแคนดิดาสามารถก่อโรคได้ถ้ามีสภาวะที่เหมาะสมให้เชื้อเติบโตแบ่งจำนวนมากขึ้น
ปัจจัยที่มีผลต่อการก่อโรคของเชื้อแคนดิดา
1. ลักษณะทางกายวิภาคของผิวหนังในส่วนต่างๆของร่างกายที่ต่างกัน เช่น ผิวหนังบริเวณที่อับชื้น เช่น ซอกพับของผิวหนังและเยื่อบุ เป็นบริเวณที่มักพบโรคแคนดิดามากกว่าผิวหนังบริเวณที่แห้ง
2. ภูมิต้านทานของร่างกายเป็นส่วนสำคัญในการก่อโรค ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคติดเชื้อเอชไอวี/โรคเอดส์ ผู้ที่ใช้ยากลุ่มคอร์ติโคสเตอรอยด์หรือยาฆ่าเชื้อติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามะเร็งด้วยรังสีบำบัดหรือเคมีบำบัด จะส่งผลให้ภูมิคุ้มกันต่ำลงและเกิดโรคแคนดิดาได้มากขึ้น
3. ลักษณะของผู้ป่วย เช่น เด็กทารกและผู้สูงอายุ (> 65 ปี), สตรีที่ตั้งครรภ์, ผู้ที่มีน้ำหนักมาก หรือผู้ที่ชอบใส่เนื้อผ้ารัดแน่นอับชื้นจะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรค
อาการและอาการแสดง
ผิวหนัง: ผื่นแดง คัน ลามออกเป็นวงเล็กๆ บริเวณที่พบผื่นได้บ่อยคือ ใต้ราวนม ขาหนีบ ซอกก้น ซอกรักแร้ ซอกคอและซอกนิ้ว บางครั้งพบรูขุมขนอักเสบและตุ่มหนองร่วมด้วย
ช่องปาก: ฝ้าขาวที่ลิ้นหรือกระพุ้งแก้มสามารถขูดออกได้ง่ายโดยไม้กดลิ้น ในผู้ที่ใส่ฟันปลอมอาจพบผื่นแดงอักเสบเรื้อรังบริเวณที่สัมผัสกับฟันปลอมหรือแผลแดงแตกบริเวณมุมปาก
ช่องคลอด: อาการตกขาวร่วมกับอาการคันหรือแสบที่บริเวณช่องคลอด
อวัยวะเพศชาย: ผื่นสีขาวหรือตุ่มหนองที่ปลายของอวัยวะเพศ อาจพบเป็นแผลร่วมด้วยได้
การวินิจฉัย
สามารถทำได้โดยการขูดผิวหนังหรือเยื่อบุที่มีผื่นมาดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบลักษณะยีสต์และสายราเทียม
การรักษา
การรักษาโรคแคนดิดาประกอบด้วย
1. การใช้ยาต้านเชื้อรา เช่น ยา ketoconazole หรือ clotrimazole เป็นต้น ยามีหลายรูปแบบ ได้แก่ ยาทาซึ่งสามารถใช้รักษาได้ในผู้ป่วยที่มีผื่นที่ผิวหนังหรืออวัยวะเพศชาย ยาเหน็บจะใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อที่ช่องคลอด ยารูปแบบอมใช้ในการรักษาการติดเชื้อในช่องปาก และยารับประทานใช้ในผู้ป่วยที่มีรอยโรคบริเวณกว้างกระจาย ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานยาเนื่องจากยามีผลข้างเคียงที่รุนแรง
2. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การลดน้ำหนัก การเลือกเสื้อผ้าที่หลวมโปร่งสบาย เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดสภาวะที่ส่งเสริมการก่อโรคของเชื้อและลดการเกิดโรคซ้ำ

