เครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกเพื่อครอบครัวไทย ในพระราชูปถัมภ์ฯ ขยายผลสำเร็จในการส่งเสริมสุขภาพพนักงานและครอบครัว ป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด

        วันที่  16 พฤศจิกายน  2560  เวลา  10.00-12.00 น.  ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา คณบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารก ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นประธานการแถลงข่าวแถลงข่าว “โครงการพัฒนาสถานประกอบการต้นแบบ ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพพนักงานและครอบครัว เนื่องในวันทารกเกิดก่อนกำหนดโลก (World prematurity day: 17 Nov 2017)” ร่วมกับ ศ.คลินิก.นพ.ธราธิป  โคละทัต ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาสถานประกอบการต้นแบบฯ โดยมี ผู้แทนองค์กร/ สถานประกอบการต้นแบบจากโรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล บริษัท แม๊กกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เดอะมอล์ล กรุ๊ป จำกัด สาขางามวงศ์วาน บริษัท จีสตีล จำกัด (มหาชน) และบริษัท เจ เอส แอล โกลบอล มีเดีย จำกัด ร่วมด้วย  เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนองค์กร สถานประกอบการ และสตรีตั้งครรภ์ให้ตระหนักถึงอันตรายของการคลอดก่อนกำหนด และวิธีป้องกันอาการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด ณ ห้องประชุมคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  ตึกอำนวยการ ชั้น 2       

        ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา  คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกเพื่อครอบครัวไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร กล่าวว่า โครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกเพื่อครอบครัวไทยในพระราชูปถัมภ์ฯ นั้น ได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 โดยได้บูรณาการระบบส่งเสริมสุขภาพ และดูแลรักษาหญิงตั้งครรภ์และทารกแรกเกิดในรูปแบบ “เครือข่ายสุขภาพ” ตามแนวทางปฏิรูปสุขภาพ ปี พ.ศ. 2542 และแนวคิดองค์การอนามัยโลก 2551 (The Partnership for Maternal, Newborn and Child Health) เพื่อลดอุบัติการณ์ของภาวะคลอดก่อนกำหนด ซึ่งได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ตลอดมา และจากการศึกษาข้อมูลพื้นฐานจากมารดาที่คลอดบุตรก่อนกำหนด พบว่า ประมาณร้อยละ 60-70 ของหญิงอายุในช่วง 20-34 ปี ยังไม่มีความรู้เรื่องการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด  เป็นเหตุให้เข้ามารับการรักษาล่าช้า แพทย์จึงไม่สามารถยับยั้งภาวะเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดได้สำเร็จ  ในจำนวนนั้นส่วนหนึ่งเป็นผู้ทำงานในสถานประกอบการ  ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ ทำให้ พนักงานส่วนหนึ่งขาดการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นกับตนเองและทารกในครรภ์ จึงเป็นมูลเหตุจูงใจ ให้มีการจัดทำ “โครงการพัฒนาสถานประกอบการต้นแบบด้านความรับผิดชอบต่อสังคม เรื่อง การส่งเสริมสุขภาพพนักงานและครอบครัว เพื่อป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด” โดยได้จัดทำโครงการนำร่องในสถานประกอบการต้นแบบ 4 องค์กร  เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานได้ตระหนักถึงอันตรายของการคลอดก่อนกำหนด  โดยการให้ความรู้แก่พนักงานในองค์กร และให้หน่วยงานและพนักงานช่วยเหลือพนักงานที่ตั้งครรภ์ในรูปแบบจิตอาสา หรือ เพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อลดอุบัติการณ์ของการคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพของมารดา ทารก และครอบครัว โดยโครงการฯ ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2558                   

        ศ.คลินิก.นพ.ธราธิป  โคละทัต ประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการพัฒนาสถานประกอบการต้นแบบฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการศึกษาปัญหาภาวะคลอดก่อนกำหนดทั่วประเทศ พบว่า มารดาคลอดบุตรมักมีข้อจำกัดด้านองค์ความรู้ เศรษฐานะ และระยะเวลาการลาคลอด เป็นเหตุให้พนักงานส่วนหนึ่งขาดการเตรียมความพร้อมก่อนตั้งครรภ์ การดูแลตนเองและทารกในครรภ์อาจจะไม่เหมาะสม บางรายจึงเกิดภาวะแทรกซ้อนกับตนเองและทารกในครรภ์   การสร้างเสริมสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของพนักงาน เพื่อให้มีภาวะสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ระหว่างการตั้งครรภ์ จึงเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยป้องกัน หรือ ลดความรุนแรงจากภาวะคลอดก่อนกำหนด รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ การให้ความรู้ที่จำเป็นแก่พนักงานก่อน  การตั้งครรภ์ การดูแลห่วงใยด้วยความเอื้ออาทรจากกลุ่มเพื่อนพนักงานด้วยกันเอง ภายใต้การสนับสนุนของผู้บริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคลคณะทำงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility, CSR) และคณะกรรมการสวัสดิการ จะเป็นการปลูกจิตสาธารณะให้แก่พนักงานในสถานประกอบการ  กิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมที่องค์กรให้แก่พนักงานและครอบครัวจะเป็นกลยุทธ์สำคัญกลยุทธ์หนึ่งที่ช่วยจูงใจพนักงานที่มีความรู้มีความสามารถให้เข้ามาทำงานให้กับองค์กร และยังช่วยสร้างความผูกพันระหว่างพนักงานและองค์กร โดยหลักการที่ว่า “บุคลากรเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจและมีความสาคัญของทุกองค์กร” หากผู้บริหารเห็นความสาคัญ ให้การสนับสนุน และนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมความรับผิดชอบต่อสังคมด้านแรงงาน จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงาน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ายิ่งขององค์กร นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังช่วยทำให้พนักงานคงทำงานให้กับองค์กร เป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรระยะยาว ช่วยลดต้นทุน ลดการเสียโอกาสในการทำธุรกิจ สร้างความมั่นคงในสภาพการจ้างงานให้กับพนักงาน เกิดภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่ยอมรับของสังคมและชุมชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับองค์กร ประโยชน์ที่จะได้รับ นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยง และอันตรายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ รวมทั้งการคลอดก่อนกำหนดในสถานประกอบการแล้ว ยังเป็นอีกก้าวหนึ่งที่ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำกิจกรรมร่วมกับโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดา ทารก และครอบครัวไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ด้านการสร้างความเป็น จิตอาสา และความรับผิดชอบต่อสังคม เมื่อองค์กรนำความรู้ไปปรับใช้กับสถานประกอบการของตนเอง และเห็นประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมที่เกิดขึ้น ก็สามารถนำไปขยายผลต่อในส่วนอื่นของสถานประกอบการของตนเอง หรือ สถานประกอบการอื่นในโอกาสต่อไป     

        ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์  วัฒนาภา กล่าวปิดท้ายว่า  ในนามประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการเครือข่ายสุขภาพมารดาและทารกเพื่อครอบครัวไทยใน พระราชูปถัมภ์ฯ  มีความยินดีที่สถานประกอบการต่าง ๆ ได้เล็งเห็นความสำคัญของคุณภาพชีวิตของพนักงานมีการส่งเสริมสุขภาพพนักงาน โดยเฉพาะพนักงานที่ตั้งครรภ์เพื่อป้องกันภาวะคลอดก่อนกำหนด เพราะหากพนักงานขององค์กรมีความเอื้ออาทร มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน จะมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ มีความสุขในการทำงาน พนักงานที่มีความสามารถมีความรักภักดีต่อองค์กร ก็จะทำงานกับองค์กรในระยะยาว เป็นการช่วยลดต้นทุน ลดการเสียโอกาสในการทำธุรกิจ สร้างความมั่นคง ยั่งยืนให้กับกิจการ และหากองค์กรใดสนใจที่จะร่วมในโครงการนี้ ซึ่งการดำเนินงานไม่ยุ่งยาก สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดการเข้าร่วมโครงการได้ที่ สำนักงานโครงการเครือข่ายมารดาและทารก ในพระราชูปถัมภ์ฯ email address: tmchn.adm@gmail.com  เพื่อคุณภาพชีวิตของมารดาและทารกแรกเกิด ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญที่จะสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติในอนาคตต่อไป