ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือวิจัยพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในสังคมและสนับสนุนนโยบาย Thailand 4.0 ในการขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม

        วันนี้ (28 กันยายน 2560) ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ เพื่อร่วมสร้างผลงานนวัตกรรมทางการแพทย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยและประชาชน ณ ห้องประชุมคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ตึกอำนวยการ ชั้น 2 โรงพยาบาลศิริราช

        การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือวิจัยพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ของทั้ง 2 องค์กร เกิดจากศักยภาพและความพร้อมทั้งในด้านองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีของ PTTGC ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจเคมีภัณฑ์เพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต และ ศักยภาพของโรงพยาบาลศิริราชที่ถือเป็นสถาบันทางการแพทย์ชั้นนำในระดับสากล ร่วมกันคิดค้น วิจัยและพัฒนา เครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ตลอดจนนวัตกรรมทางการแพทย์ ที่มีคุณภาพสูงในราคาย่อมเยา เป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ใช้ อีกทั้งยังมีเป้าหมายเพื่อการผลิตได้ภายในประเทศ เพิ่มมูลค่าให้กับพลาสติก ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความมุ่งมั่น ตั้งใจ ร่วมกันสร้างสรรค์ประโยชน์และคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย

        ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาทางด้านการแพทย์ โดยเฉพาะด้าน “การพัฒนานวัตกรรมด้านเครื่องมือ และอุปกรณ์ทางการแพทย์” และเพื่อการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทางคณะฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) จะเข้ามาร่วมวิจัยพัฒนา และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมสำหรับวงการการแพทย์ไทย และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยได้จริง โดยการใช้นวัตกรรมเข้ามาช่วยพัฒนา และต่อยอดข้อมูลงานวิจัย/ นวัตกรรมต่างๆ ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อันจะเป็นผลดีต่อวงการแพทย์เป็นอย่างยิ่ง
 
        ดังนั้น การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่จะช่วยกันสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการแพทย์ของไทยอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานของงานวิจัยวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาพรวมของวงการแพทย์ไทยในระดับสากล และส่งผลต่อการมีสุขภาพดีของคนภายในประเทศต่อไป

        นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า พีทีทีจีซี ในฐานะ Chemical Flagship ของ กลุ่ม ปตท. ดำเนินธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมีชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน เป็นองค์กรธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการคิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับและสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตเพื่อตอบสนองต่อชุมชนและสังคมมาอย่างต่อเนื่อง การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ในวันนี้ จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดการพัฒนาอุปกรณ์พลาสติกทางการแพทย์ 

        การลงนาม บันทึกความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นการทำให้เกิดความช่วยเหลือ และสนับสนุนกัน ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเครื่องมือ และอุปกรณ์การแพทย์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเพิ่มศักยภาพทางการศึกษาของคณะแพทยศาสตร์  โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ สร้างความร่วมมือในงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ การร่วมกันพัฒนา แลกเปลี่ยนความรู้และทักษะในกระบวนการผลิต การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งกันและกันตามความเหมาะสม  การพัฒนาสูตรพลาสติกที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำมาขึ้นรูปเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ วัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ภายในศิริราช ทั้งในส่วนโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ รวมถึง เป็นการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) และการสร้างค่านิยมร่วมระหว่างองค์กรกับชุมชน  (CSV) ร่วมกัน

        นอกจากนี้ ยังมีการแสดงผลงานตัวอย่าง (Prototype) ที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ร่วมกันพัฒนาในเบื้องต้น จำนวน 3 ผลงาน ประกอบด้วย
        1. ถุงวัดปริมาณเลือดหลังคลอด : สำหรับผู้ที่คลอดธรรมชาติ เพื่อวิเคราะห์ปริมาณการเสียเลือดระหว่างคลอด และลดจำนวนผู้เสียชีวิตจากการคลอดธรรมชาติ (ตกเลือด)  ได้รับการรับรอง และแนะนำให้ใช้ในการคลอดธรรมชาติ จาก WHO
        2. Model สื่อการเรียนการสอน : เพื่อลดการนำเข้าสื่อการเรียนการสอนแบบสามมิติจากต่างประเทศ ทำให้นักศึกษาแพทย์ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องสามารถเรียนรู้แบบเสมือนจริงก่อนลงมือปฏิบัติกับคนไข้
        3. ชิ้นงานเฝือกโดยใช้เทคโนโลยี 3D และวัสดุที่ใช้ คือ  PLA Compound + CF (Carbon fiber) ในส่วน ข้อมือ แขน ขา เพื่อแสดง existing technology 3D printer ของ PTTGC 

        การลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงาน ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนที่จะช่วยกันสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านการแพทย์ของไทยอย่างยั่งยืน แสดงให้เห็นถึงการนำผลงานวิจัยที่เกิดขึ้น ไปใช้ได้จริงในเชิงสนับสนุนนโยบาย Thailand 4.0 ในการขับเคลื่อนประเทศด้วยนวัตกรรม บนพื้นฐานของงานวิจัยวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาพรวมของวงการแพทย์ของไทยในระดับสากล และส่งผลต่อการมีคุณภาพชีวิตของคนภายในประเทศที่ดีขึ้นต่อไป