รักษาโรคด้วยเซลล์ต้นกำเนิดจากสายสะดือทารก

  รักษาโรคด้วยเซลล์ต้นกำเนิดจากสายสะดือทารก

รศ.นพ.ตวงสิทธิ์  วัฒกนารา

  ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ปัจจุบันข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดในสายสะดือทารกมีอยู่มากมาย จนอาจทำให้คู่สมรสที่ต้องการจะมีบุตรเกิดความสับสนถึงประโยชน์และข้อจำกัดของเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อให้เกิดความกระจ่าง วันนี้เรามีความรู้มาฝากครับ 

เซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell)  เป็นเซลล์ตัวอ่อนที่มีศักยภาพในการพัฒนาต่อไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดแดง (นำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย)  เซลล์เม็ดเลือดขาว (ต่อสู้กับเชื้อโรค)  และเซลล์เกร็ดเลือด  (เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว)  ซึ่งสามารถนำไปใช้ปลูกถ่ายรักษาโรคต่างๆ ได้ เช่น ปลูกถ่ายแทนไขกระดูกในบางโรค อย่างผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือด หลังจากรักษาด้วยยาเคมีบำบัดเพื่อทำลายไขกระดูกที่เป็นแหล่งกำเนิดของเซลล์มะเร็งแล้ว   จำเป็นต้องหาไขกระดูกใหม่จากผู้บริจาคมาทดแทน  ซึ่งโอกาสที่ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาต่อต้านนั้นมีสูง  และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงชีวิต   ดังนั้นแพทย์จึงใช้การเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูกระหว่างเครือญาติแทน  แม้โอกาสเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อไขกระดูกจะมีประมาณร้อยละ 25  แต่ก็ยังถือว่าน้อยอยู่  เหตุนี้วงการแพทย์จึงพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เพื่อทดแทนการใช้ไขกระดูกซึ่งอุดมด้วยเซลล์ต้นกำเนิดเช่นกัน  โดยเก็บจาก “สายสะดือทารกเมื่อแรกคลอด” แล้วไว้ที่ธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดสาธารณะหรือธนาคารเซลล์ต้นกำเนิดเอกชน  ซึ่งทุกขั้นตอนจะกระทำโดยแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น     

            สำหรับกระบวนการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดนั้น  จะทำทันทีหลังจากทารกคลอด  โดยแพทย์หรือพยาบาลจะเจาะเก็บเลือดจากสายสะดือด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ จากนั้นนำส่งห้องปฏิบัติการเพื่อคัดแยกเซลล์ต้นกำเนิด  ขั้นตอนการเก็บเลือดนี้ไม่ควรเกิน  10 นาที  และไม่เสี่ยงหรือก่อความเจ็บปวดต่อมารดาและทารก   เซลล์ต้นกำเนิดที่คัดแยกได้จะถูกแช่แข็งในถังไนโตรเจนเหลว -196 องศาเซลเซียส  และนำมาตรวจสอบเป็นระยะ ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเซลล์ดังกล่าวยังมีชีวิตและสามารถแบ่งตัวใช้สำหรับการปลูกถ่ายได้ 

การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดดีอย่างไร

            คำตอบคือ  หาได้ง่าย  ลดการปนเปื้อน   มีการต่อต้านน้อยกว่าการปลูกถ่ายด้วยไขกระดูก  ทำให้โอกาสเข้ากันได้ของเนื้อเยื่อมีสูงกว่าผู้บริจาคทั่วไป โดยเฉพาะการปลูกถ่ายให้ญาติพี่น้องร่วมสายโลหิต รวมทั้งยังสามารถกระตุ้นให้เซลล์ต้นกำเนิดที่เก็บรักษามีปริมาณเพิ่มมากขึ้น จนนำไปใช้ปลูกถ่ายแทนไขกระดูกเพื่อการรักษาโรคทางโลหิตวิทยา   เช่น  โรคธาลัสซีเมียซึ่งเป็นโรคโลหิตจางทางพันธุกรรม  เป็นต้น ประโยชน์นี้จะเด่นชัดขึ้นเมื่อสมาชิกในครอบครัวที่เป็นชนกลุ่มน้อยหรือผู้อพยพเกิดล้มป่วยด้วยโรคที่ต้องรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก  การหาไขกระดูกที่มีลักษณะเนื้อเยื่อเข้ากันได้จากผู้บริจาคในประเทศอาจเป็นไปได้ยากลำบาก ฉะนั้นหากมีเซลล์ต้นกำเนิดของคนในครอบครัวเก็บรักษาไว้ ย่อมเป็นการเพิ่มโอกาสสำเร็จของการปลูกถ่ายไขกระดูกส่วนการประยุกต์ใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากสายสะดือเพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวเนื่องกับความเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคสมองพิการ  เบาหวาน  กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดนั้น  ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยครับ