ความเศร้าและการรับรู้เกี่ยวกับความตายของเด็กในแต่ละวัย

ความเศร้าและการรับรู้เกี่ยวกับความตายของเด็กในแต่ละวัย

รศ.กนกรัตน์  สุขะตุงคะ
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

เด็กแรกเกิด – ๒ ขวบ
         
ไม่เข้าใจเรื่องของความตาย อาจจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงบรรยากาศในบ้าน แสดงออกด้วยการกวน กินนอนไม่ปกติ ซึมถ้าคนที่ดูแลหายไปอย่างกะทันหัน

อายุ ๓-๖ ปี
         
พอจะเข้าใจเกี่ยวกับความตายแต่ก็คิดว่าจะกลับมาได้อีก อาจจะคิดโทษตัวเองว่าทำตัวไม่ดีเลยถูกลงโทษด้วยการให้มีการตายเกิดขึ้น มีโอกาสที่จะมีอาการถดถอยเช่นดูดนิ้ว ลงมือลงเท้า แสดงให้เห็นอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นตรงๆ หรือทางอ้อมผ่านทางการเล่นที่แสดงถึงการกลัวการพรากจาก หรือการถูกทอดทิ้ง

อายุ ๖-๙ ปี
            เริ่มเข้าใจว่าความตายคือการสิ้นสุดของชีวิต สามารถเข้าใจว่าทำไมจึงตาย หรือตายอย่างไร มองความตายไปในแง่น่ากลัวเช่นรู้สึกว่ามีผีหรือวิญญาณคอยติดตามตนเอง ทำเหมือนเข้าใจสภาวะการตายจริงๆแต่ในความเป็นจริงก็ยังเข้าใจไม่ถูกต้องทั้งหมด มีท่าทีเป็นห่วงเพื่อนหรือคนที่ตนเองรักจะตายจาก

อายุ ๙-๑๒ ปี
         
เข้าใจความตายชัดเจนมากขึ้น รับรู้ว่าความตายเป็นที่สุดของชีวิต อาจจะมีอารมณ์โกรธหรือรู้สึกผิดอย่างรุนแรง หมกมุ่นหรือสนใจอยู่กับการเจ็บป่วยทางกายที่อาจจะเป็นสาเหตุทำให้ตายได้ กังวลกับผลที่จะเกิดขึ้นจากการตายของคนในครอบครัวเช่น ภาวะทางเศรษฐกิจ หรือตนเองจะอยู่ต่อไปอย่างไร แต่บางคนอาจจะแยกตัวและพยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริง

วัยรุ่น
         
เข้าใจและรับรู้ความเป็นจริงเกี่ยวกับความตายได้อย่างผู้ใหญ่ รับรู้ว่าความตายว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็มีคำจำกัดความส่วนตัวเกี่ยวกับความตายที่ขึ้นอยู่กับประสบการณ์เดิมของตน มักจะกลัวตายและพยายามหาทางเอาชนะความตาย ปฏิกิริยาต่อความกลัวตายแสดงออกด้วยการพยายามดูแลช่วยเหลือคนอื่น หรือตรงกันข้ามมีพฤติกรรมถดถอยลงไป

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการสูญเสียบุคคลสำคัญในชีวิต
         
ลักษณะนิสัยของคนที่จากไป และความสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่และผู้ที่จากไป ยิ่งมีความผูกพันหรือใกล้ชิดกันมากเท่าใดก็จะส่งผลต่อปฏิกิริยาที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น  ลักษณะของการจากไป(ทันที/ค่อยเป็นค่อยไป) อายุของคนที่จากไปและประสบการณ์เดิมที่เห็นเกี่ยวกับการจากไปของคนที่รู้จักมีผลต่อความสามารถในการยอมรับความตายนั้น  นอกจากนั้นผู้สูญเสียมีญาติพี่น้องหรือคนที่ให้กำลังใจทำให้ได้มีโอกาสที่จะระบายความรู้สึกของตนเองออกมาอย่างเต็มที่หรือไม่

การช่วยเหลือผู้ที่มีความเศร้าจากการสูญเสีย
         
ให้เวลา กระตุ้นให้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงผ่านการพูด เขียน วาดภาพ หรือแม้แต่ตะโกน บอกว่าการสูญเสียย่อมทำให้เกิดความเศร้าได้เป็นธรรมดา รับฟังด้วยหู ตา และหัวใจ สัมผัสเบาๆสื่อถึงความห่วงใย และพร้อมร่วมทุกข์ด้วย บอกให้รู้ว่าเราเข้าใจว่าการสูญเสียคนสำคัญในชีวิตย่อมมีผลต่อกิจกรรมในชีวิตประจำวันไม่มากก็น้อยและแสดงให้รู้ว่าพร้อมที่จะให้คำปรึกษาหรือช่วยจัดการเรื่องบางอย่างเท่าที่จะทำได้ ในช่วงวิกฤตินี้ พร้อมทั้งให้กำลังใจว่าเขาจะกลับมาดูแลตัวเองได้อีก

แนวทางป้องกันการฆ่าตัวตาย
สิ่งที่ควรทำ
          -
ค้นหาสิ่งที่เป็นสัญญาณการจะฆ่าตัวตายเช่น อารมณ์เศร้า ท้อแท้ พูดเป็นลาง แยกตัวและเครียด หรือไม่ให้ความสนใจสิ่งที่เคย
          -
ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นการละเมิดความลับคนอื่นถ้ารู้ว่าเขาจะฆ่าตัวตาย บางครั้งต้องบอกคนที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยชีวิตเขา
          -
เตือนญาติให้คอยระวังและสำรวจสิ่งที่จะใช้เป็นอาวุธทำร้ายตัวเองว่าอยู่ใกล้ตัวหรือหยิบใช้ได้สะดวกหรือไม่ และอย่าปล่อยให้คนที่มีความเสี่ยงสูงอยู่ตามลำพัง
          -
อย่าพยายามเอาชนะหรือถียงคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย เพราะอาจจะทำให้เขาตัดสินใจเร็วขึ้น
          -
อย่ามองข้ามความสำคัญกับท่าทีที่แสดงว่าเขาอยากตาย และอย่าท้าทาย
          -
ระวังคำพูดที่ดีกว่าปกติแต่ขัดแย้งกับอาการที่เห็น เช่นพูดว่า
“ทุกอย่างกำลังจะจบลงแล้ว” อาจจะเป็นสัญญาณว่าเขาตัดสินใจจะตายแน่นอนแล้ว
          -
ให้สติว่าความคิดอยากตายเป็นภาวะอารมณ์ชั่วคราวเมื่อเวลาผ่านไปอารมณ์จะดีขึ้นทำให้มองเห็นลู่ทางแก้ปัญหาได้ดีขึ้น
          -
ถ้าเห็นว่าเขาอยู่ในภาวะที่เหนือความสามารถที่ตนเองจะดูแลได้ให้ส่งต่อผู้เชี่ยวชาญทันที