อันตรายจากสาร PPA ตอนที่ 1

อันตรายจากสาร PPA (ตอนที่ 1) 

ผศ.นพ.ปัญญา คุณวัฒน์
ภาควิชาเภสัชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตรฺศิริราชพยาบาล

            PPA ย่อมาจาก phenylpropanolamine (เฟนิลโพรพาโนลามีน)  ประเทศไทยเคยใช้เป็นส่วนผสมในยาแก้คัดจมูก  มีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดหดตัว และทำให้ความดันเลือดเพิ่มได้  โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง  มีสูตรคล้ายกับอนุพันธ์ยาบ้าชื่อ methamphetamine (เมธแธมเฟตามีน) กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้บริษัทยาในประเทศไทยแก้ไขทะเบียนตำรับยาที่มี PPA เป็นส่วนผสมให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วัน  เพราะพบว่า PPA อาจเป็นเหตุให้เลือดออกในสมอง ซึ่งเป็นผลเสียที่ร้ายแรง และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่อาจแก้ไขให้คืนดีดังเดิมได้ และไม่อาจคาดได้ว่าจะเกิดกับผู้ใช้ยารายใด ในขนาดpkเท่าใด ผู้ได้รับยาดังกล่าวจึงอาจไม่ปลอดภัย และก่อนมีประกาศห้ามของกระทรวงสาธารณสุข  PPA เป็นตัวยาที่เป็นส่วนประกอบของยาแก้หวัด และยาแก้ไอสูตรผสมแบบตายตัวหลายชนิดในประเทศไทย  นอกจากนี้ ในต่างประเทศยังใช้เป็นยาลดความอ้วนด้วย  สำหรับประเทศไทยไม่นิยมใช้เป็นยาลดความอ้วน เพราะมียาอื่นที่ได้ผลดีและปลอดภัยกว่า       
            สาร PPA  มีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดในร่างกายหดตัวเล็กลง รวมทั้งหลอดเลือดที่เยื่อบุจมูกก็หดตัวด้วย เมื่อหลอดเลือดหดตัว ช่องว่างระหว่างเซลล์เยื่อบุหลอดเลือดจึงแคบลง สารน้ำซึมผ่านเยื่อบุหลอดเลือดออกมาอยู่ภายนอกได้น้อยลง ทำให้เยื่อบุจมูกบางลง และอาการคัดจมูกลดลงจึงทำให้จมูกโล่ง   PPA จะเริ่มออกฤทธิ์หลังจากรับประทาน 1/2  ถึง 3 ชั่วโมง การรับประทานยาที่มีส่วนผสม ppa ถ้าไม่รับประทานเกินขนาดที่ระบุไว้ในฉลาก มักไม่ทำให้เกิดอาการผิดปกติ หากรับประทานเกินขนาด อาจทำให้ปวดศีรษะได้ เนื่องจาก PPA ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นยังอาจทำให้ตื่นเต้น นอนไม่หลับ คลื่นไส้ อาเจียนได้ 
เมื่อ  PPA  ถูกห้ามใช้ไปแล้ว ยังมียาอื่นที่ใช้ทดแทน  PPA ซึ่งเป็นยาแก้คัดจมูก อีก 2 ชนิดคือ ฟีนีลเลฟริน และ สูโดอีฟีดรีน ซึ่งออกฤทธิ์ในแบบเดียวกับ PPA การใช้ยาเหล่านี้จะต้องแน่ใจว่ามิได้เป็นโรคความดันเลือดสูงอยู่ก่อน เพราะในโรคความดันโลหิตสูงนั้นส่วนใหญ่จะไม่มีอาการ  ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของแพทย์จะต้องวัดความดันเลือดก่อนจ่ายยาประเภทนี้ให้กับผู้ป่วย ส่วนในการซื้อยาแก้หวัดรับประทานเองนั้น ต้องอ่านฉลากดูก่อนรับประทาน  เพราะการรีบร้อนรับประทานยาโดยไม่อ่านให้ดีก่อนทำให้หยิบยาผิดได้ โดยเฉพาะยาที่ชื่อ รูปเม็ด หรือแคปซูลคล้ายกัน แล้วสังเกตที่ส่วนผสมดูว่าไม่มีเฟนิลโพรพาโนลามีนอยู่ในส่วนผสม ถ้าท่านอ่านได้ไม่คล่องให้หาผู้ที่อ่านได้คล่องอ่านให้ฟัง ถ้าท่านสงสัยในความปลอดภัยให้สอบถามจากเภสัชกรประจำร้าน
PPA ก็เหมือนกับยาทุกชนิดทีมีทั้งคุณและโทษ นอกจากบรรเทาอาการคัดจมูกแล้ว PPA ยังทำให้ความดันเลือดสูงได้ เพราะทำให้หลอดเลือดทุกแห่งในร่างกายไม่ว่าจะเป็นที่เยื่อบุจมูกหรือที่ใดก็ตามหดตัว เมื่อความดันเลือดสูงมากจึงทำให้เลือดออกในสมองจากบริเวณที่มีจุดอ่อนอยู่แล้วได้ อันตรายจะเกิดได้ง่ายกับ ผู้ทีมีความดันเลือดสูงอยู่แล้วแต่ไม่ทราบมาก่อน เพราะโรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่มีอาการและเกิดกับผู้ที่รับประทานยาเกินขนาดที่กำหนดในฉลากยา 

จึงมีข้อควรระวังและข้อแนะนำในการใช้ยาไว้ ดังนี้
            -  ยาเป็นสิ่งที่มีทั้งคุณและโทษ ไม่มียาชนิดใดเลยที่ไม่มีโทษ
            -  เก็บยาในที่สูง พ้นมือเด็กเล็ก ควรเก็บยาไว้ในตู้ยามิดชิดมีฝาปิด ในตำแหน่งไกลห้องน้ำ
            - ควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และแน่ใจว่าใช้แล้วได้ประโยชน์
            - ยาไม่ใช่อาหารอย่านำมารับประทานเล่น
            - แจ้งให้แพทย์ทราบล่วงหน้าว่าตนเองแพ้ยาใดบ้าง
            - ดูวันที่ที่ระบุกำกับให้แน่ใจว่ายานั้นยังไม่หมดอายุ  แผงยาอยู่ในสภาพเรียบร้อย เม็ดยาไม่ชื้น หรือเปลี่ยนสี
            - อ่านขนาด และวิธีใช้ให้เข้าใจ แล้วทำตามนั้น การใช้เกินขนาดทำให้เกิดพิษ และใช้น้อยไปก็ไม่ได้ผล
            - ดื่มน้ำตามให้มากพอหลังรับประทานยา จะช่วยให้ยาละลายได้เร็ว และเริ่มออกฤทธิ์เร็วขึ้น
            - หลังรับประทานยา หากมีอาการผิดปกติ เช่น ผื่นคัน หายใจไม่สะดวก รีบไปปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรใกล้บ้าน
            - หลังได้รับการแก้ไข สืบดูให้แน่ชัดว่าท่านแพ้ยาใด ยานั้นมีส่วนผสมอะไรบ้าง จดลงกระดาษติดตัวไว้
            - หากมีข้อสงสัยเรื่องการใช้ยา ควรโทรศัพท์ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน จะลดความผิดพลาด
 

“ ชีวิตท่านเป็นสิ่งมีค่า  ก่อนใช้ยาพึงตั้งสติ ”

- มีต่อตอนที่ 2 -