จริงหรือ! ความเชื่อขณะตั้งครรภ์ (ตอนที่ 1)

จริงหรือ! ความเชื่อขณะตั้งครรภ์(ตอนที่ 1)

รศ.พญ.สายฝน ชวาลไพบูลย์
ภาควิชาสูติศาสตร์  นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            ปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าความเจริญทางด้านการแพทย์จะก้าวหน้าไปมาก จนทำให้การตั้งครรภ์และการคลอดมีความปลอดภัยสูง แต่คุณแม่ทุกคนก็ยังมีความวิตกกังวลถึงความปลอดภัยของลูกและตนเอง ยิ่งในสมัยโบราณความหวาดกลัวต่อการคลอดลูกมีสูงมาก เพราะการแพทย์ในสมัยนั้นยังไม่ทันสมัย ทำให้อัตราการตายทั้งแม่และลูกค่อนข้างสูง จนมีผู้เปรียบเทียบการคลอดลูกเหมือนกับการออกไปรบกับข้าศึก จะมีชีวิตรอดกลับมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ คนสมัยก่อนจึงต้องพยายามเรียนรู้จากประสบการณ์ สิ่งแวดล้อม และข้อปฏิบัติต่าง ๆ ที่จะทำให้การตั้งครรภ์และการคลอดดำเนินไปอย่างปลอดภัย จากนั้นก็พยายามถ่ายทอดความรู้เหล่านี้ต่อ ๆ กันมาเป็นทอด ๆ ด้วยความปรารถนาดีที่จะให้รุ่นลูกรุ่นหลานปฏิบัติตามจะได้คลอดอย่างปลอดภัย จนในที่สุดก็เกิดเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ความเชื่อเหล่านี้บางอย่างก็มีประโยชน์ บางอย่างก็ดูไร้เหตุผล และหลายอย่างก็ถูกดัดแปลงหรือเพิ่มเติมตามยุคสมัย

เราลองมาดูความเชื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการคลอดในบ้านเราว่ามีอะไรกันบ้าง

           • ระยะก่อนตั้งครรภ์
            เริ่มตั้งแต่พอเริ่มอยากจะมีลูกก็ต้องไปบนบานศาลกล่าวขอลูกกับหลวงพ่อหรือศาลเจ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พอกราบไหว้หลวงพ่อเสร็จก็คงสบายใจ รังไข่เลยทำงานดีเลยท้องสมใจ หลวงพ่อวัดนั้นก็เลยดังไม่รู้เรื่อง มีผู้คนไปกราบไหว้ขอลูกกันเป็นแถว ทั้ง ๆ ที่ตัวการที่ทำให้มีลูกสมใจก็คือสามีที่บ้านนั่นเอง 
            - บางรายเชื่อว่าถ้าได้ไปลอดท้องช้างแล้วจะมีลูกและอายุยืนยาวซะด้วย บังเอิญวันนั้นช้างตกมัน อารมณ์หงุดหงิดก็เลยถูกช้างเหยียบตาย อายุสั้น หมดโอกาสจะมีลูกไปเลย

           • ระยะตั้งครรภ์ 
            - พอเริ่มตั้งครรภ์คนโบราณก็ห้ามทำบาป เช่น ฆ่าสัตว์ ตกปลา ห้ามไปงานศพ เพราะกลัวจะทำให้จิตใจไม่สบาย เดี๋ยวลูกจะไม่แข็งแรง 
            - ตามต่างจังหวัดบางแห่ง พอเริ่มตั้งครรภ์ก็จะมีการทำพิธีผูกข้อมือด้วยด้ายหรือสายสิญจน์ โดยเชื่อว่าจะคุ้มครองลูกในท้องให้ปลอดภัย แคล้วคลาดจากภูติผีปีศาจและอันตรายทั้งปวง ปัจจุบันนี้ก็ยังพบได้พอสมควรที่เวลามาคลอดมีสายสิญจน์หรือด้ายผูกข้อมือแม่มาด้วย
            - เรื่องอาหารการกินสำหรับคนท้องก็มีความเชื่อแตกต่างกันไป บางแห่งห้ามกินเนื้อสัตว์และไข่ ถ้าคุณแม่เชื่อลูกก็คงคลอดออกมาตัวเล็กนิดเดียว เพราะขาดโปรตีนซึ่งเป็นอาหารหลักที่ช่วยในการเจริญเติบโต บางคนก็เชื่อว่าถ้าอยากให้ลูกมีผิวขาวก็ห้ามกินอาหารที่มีสีดำ เช่น เฉาก๊วย โอเลี้ยง เป็นต้น จริง ๆ แล้วจะดำหรือขาวอยู่ที่พันธุกรรมมากกว่า บางรายเชื่อว่าถ้าให้แม่ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนมาก ๆ จะทำให้ลูกมีผิวสวยและช่วยล้างไขตามตัวออกด้วย ความจริงไขตามตัวเด็กจะหลุดลอกออกไปเองเมื่อครบกำหนดคลอด แต่ถ้าเด็กคลอดก่อนกำหนดมาก ๆ จะมีไขขาว ๆ ติดตามผิวหนังทั่วตัว เพราะไขยังไม่ทันหลุดลอกจากผิวหนังก็คลอดเสียก่อนแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมะพร้าวเลย
            - เรื่องเพศของลูกก็เป็นสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนอยากรู้ทั้งนั้น สมัยก่อนยังไม่มีเครื่องอัลตร้าซาวด์ก็มีการทำนายเพศกันล่วงหน้าโดยการดูลักษณะของสะดือ ถ้าสะดือหงายก็เป็นชาย สะดือคว่ำก็เป็นหญิง ปัจจุบันก็ยังมีความเชื่อเรื่องนี้อยู่เยอะทีเดียว ถ้าสะดือไม่คว่ำไม่หงายสงสัยลูกก็คงจะเป็นกระเทยหรืออวัยวะเพศกำกวมแน่
            - เรื่องเพศสัมพันธ์ ก็เป็นอีกเรื่องที่สามีภรรยาจำนวนมากมีความเชื่อผิด ๆ ว่าต้องงดเด็ดขาดหลังจากตั้งครรภ์แล้ว เพราะอาจทำให้ลูกแท้งหรือพิการได้ ผลก็คือสามีแอบไปผ่อนคลายนอกบ้าน มีภรรยาน้อยหรือติดเอดส์มาก็ตอนภรรยาตั้งครรภ์ การตั้งครรภ์ไม่ใช่ข้อห้ามสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ สามารถมีได้ตามปกติ เพียงแต่ควรปฏิบัติด้วยความนุ่มนวล และหลีกเลี่ยงการกดทับบริเวณมดลูก ท่าที่เหมาะสมคือสามีอยู่ด้านหลังภรรยา หรือภรรยาเป็นฝ่ายอยู่ด้านบน และควรงดในเดือนสุดท้ายก่อนคลอดเพราะภรรยาคงจะอึดอัดแน่นท้องมากแล้ว และเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนด สำหรับในช่วงแรกถ้าภรรยามีอาการแพ้ท้องมากก็ควรงดเช่นกัน เพราะร่างกายกำลังอ่อนเพลียมากคงต้องการจะพักผ่อนมากกว่า
            - คุณแม่หลายรายเชื่อว่ายาบำรุงที่หมอให้ไปกินขณะมาฝากครรภ์จะทำให้อ้วนมาก นี่ก็เป็นความเชื่อที่ผิดอีกเช่นกัน ยาบำรุงที่ได้รับตอนฝากครรภ์จะเป็นยาบำรุงจำพวกเหล็กและวิตามินที่จำเป็นต่อการตั้งครรภ์ ช่วยทำให้การสร้างเม็ดเลือดแดงดีขึ้น เป็นผลดีต่อตัวคุณแม่และทารกในครรภ์โดยตรง ไม่ได้ทำให้อ้วนแม้แต่น้อย แต่ที่เห็นอ้วน ๆ กันนั้นเป็นผลมาจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้เนื้อเยื่อของร่างกายอมน้ำได้มากขึ้น เนื้อหนังจึงดูเต่งตึงกว่าปกติ นอกจากนี้คนท้องจะเจริญอาหารทำให้กินเก่ง กินบ่อย และนอนหลับง่ายขึ้น ก็เลยอ้วนได้ง่าย เพราะฉะนั้นเวลามาฝากท้อง ยาบำรุงที่ได้รับมาต้องกินอย่างสม่ำเสมอ ถ้าไม่อยากอ้วนมากก็ใช้วิธีควบคุมอาหารเอาแล้วกัน
            - คุณแม่หลายรายมาฝากท้องเอาตอนใกล้คลอดแล้ว บางรายไม่เคยฝากท้องเลย มาโรงพยาบาลเอาตอนเจ็บท้องใกล้จะคลอดอยู่แล้ว คุณแม่กลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักจะมีการศึกษาน้อย และไม่ทราบความสำคัญของการฝากครรภ์ มีความเชื่อผิด ๆ ว่าถ้าไม่มีอาการผิดปกติไม่ต้องฝากครรภ์ก็ได้ ทำให้ลูกขาดการดูแลด้านโภชนาการอย่างถูกวิธี แม่ไม่ได้รับยาบำรุงเลือดอย่างพอเพียง ทำให้เลือดจางกว่าปกติมาก นอกจากนี้ถ้ามีโรคติดต่อบางชนิดในระหว่างตั้งครรภ์ก็อาจทำให้ลูกเกิดความพิการได้ เช่น โรคซิฟิลิส หัดเยอรมัน โรคเอดส์ รวมทั้งอาจไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักได้ทันอีกด้วย
            - การฝากครรภ์ในปัจจุบัน สูติแพทย์นิยมใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ในการตรวจดูทารกในครรภ์เพื่อติดตามการเจริญเติบโตเป็นระยะ ๆ คุณแม่หลายคนยังมีความกังวลต่อการตรวจด้วยเครื่องมือชนิดนี้ และมักจะถามอยู่เสมอว่าการตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์บ่อย ๆ จะทำให้ลูกพิการหรือมีผลเสียอะไรหรือไม่ จากการศึกษาติดตามมาเป็นระยะเวลายาวนาน สามารถยืนยันได้ว่าปลอดภัย ไม่มีอันตรายหรือผลเสียต่อทารกในครรภ์ คุณแม่บางรายเข้าใจผิดว่าเครื่องอัลตร้าซาวด์อาจมีรังสีคล้ายเครื่องเอ็กซเรย์ ความจริงแล้วเป็นคลื่นเสียงความถี่สูง เช่นเดียวกับคลื่นวิทยุแต่อ่อนกว่ามาก ไม่มีรังสีเอ็กซเรย์เลย.

                                                                                  - ต่อตอนที่ 2 -