เลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์อย่างไรให้เหมาะกับผิว

เลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์อย่างไรให้เหมาะกับผิว

ผศ.พญ.สุเพ็ญญา วโรทัย
ภาควิชาตจวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            เชื่อไหมคะผู้หญิงทั่วโลกต่างกังวลเรื่องความงาม ยิ่งเป็นสิ่งที่เห็นง่ายอย่างผิวหนังด้วยแล้วยิ่งทำให้กังวลมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง มักเกิดริ้วรอยได้ง่าย และสิ่งที่ผิวแห้งต้องการมากที่สุดก็คือ “น้ำ” ค่ะ

ความสำคัญของน้ำต่อผิวหนัง
            น้ำมีความสำคัญต่อผิวหนังอย่างมาก โดยเป็นตัวที่ช่วยให้ผิวมีความนุ่มเนียนและคงความยืดหยุ่นของผิวไว้ นอกจากนี้ในกระบวนการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกนั้น เอนไซม์ที่ทำหน้าที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวต้องอาศัยน้ำในการทำงาน ดังนั้นถ้าปริมาณน้ำในผิวลดลงอาจทำให้กระบวนการนี้ผิดปกติและเกิดเป็นขุยหรือสะเก็ดปกคลุมผิวหนังได้

กลไกการรักษาน้ำตามธรรมชาติของผิว
            ผิวหนังชั้นนอกสุด(
stratum corneum)หรือที่เรียกว่า “ชั้นขี้ไคล” ทำหน้าที่หลักในการรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว ผิวหนังชั้นนี้ จะประกอบด้วยเซลล์ผิวหนังที่ไม่มีชีวิตเรียงตัวกันเป็นชั้นหนาประมาณ10-20ชั้น ภายในเซลล์เหล่านี้จะมีสารจำพวกโปรตีนที่เรียกว่า เคอราติน(keratin)และ Natural Moisturizing Factors(NMF)ซึ่งมีคุณสมบัติในการซึมซับอุ้มน้ำได้มากและเป็นตัวช่วยเก็บกักน้ำไว้ในผิว ระหว่างเซลล์จะมีไขมันแทรกอยู่เป็นชั้น ๆ ทำหน้าที่อุดกั้นไม่ให้น้ำสามารถผ่านออกจากเซลล์เหล่านี้ไปยังสิ่งแวดล้อมภายนอก นอกจากนี้ต่อมไขมันที่ผิวหนังจะสร้างสารไขมันหลั่งออกตามรูขุมขน สารไขมันจะแผ่อออกเคลือบผิวของชั้นหนังกำพร้า ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้นมากขึ้นอีกด้วย
            ปกติคนเราควรมีปริมาณน้ำในผิวหนัง 20-35% ถ้าปริมาณน้ำลดลงน้อยกว่า10% จะเกิดภาวะ ผิวแห้งขึ้น โดยผิวจะมีความยืดหยุ่นลดลงและลักษณะหยาบ เป็นขุย ถ้าแห้งมากอาจแตกเป็นร่อง แดง คัน และเกิดผื่นผิวหนังอักเสบตามมาได้ในที่สุด

ปัจจัยที่มีผลต่อความชุ่มชื้นของผิวหนัง
            1.พันธุกรรม ลักษณะผิวหนังของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นกับพันธุกรรมของแต่ละคนว่ามีลักษณะผิวอย่างไร นอกจากนี้โรคทางผิวหนังหลายชนิดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง จะทำให้มีผิวแห้งกว่าคนปกติ
            2.สภาวะแวดล้อม สภาวะแวดล้อมรอบตัวเรามีอิทธิพลต่อการเกิดผิวแห้งอย่างมาก ในประเทศไทยมีความชื้นในบรรยากาศสูงทำให้อุบัติการณ์โรคผิวหนังไม่สูงเหมือนอย่างในประเทศแถบตะวันตก อย่างไรก็ตามควรระวังในฤดูหนาว เนื่องจากอากาศเย็นและความชื้นในบรรยากาศจะลดลงมากจนทำให้การสูญเสียน้ำออกจากผิวหนังเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ผิวหนังอักเสบจากความแห้ง
            3.อายุ เมื่อคนเราอายุมากขึ้น กลไกธรรมชาติที่ผิวหนังรักษาความชุ่มชื้นไว้จะลดน้อยลง ต่อมไขมันและเซลล์ผิวหนังจะสร้างสารไขมันลดลง เราจึงมักเห็นผิวแห้งเกิดขึ้นกับผู้สูงวัย โดยเฉพาะสตรีวัยทอง ที่มีอายุตั้งแต่45 ปีขึ้นไป
            4.พฤติกรรมและการดำเนินชีวิต ผู้ที่ชอบล้างมือบ่อย ๆ ฟอกตัวด้วยสบู่ที่เป็นด่างนาน ออกแดดประจำหรือทำงานกลางแจ้ง ทั้งสารเคมี แสงแดด ลม ความชื้นในบรรยากาศ จะมีอิทธิพลต่อการเสียน้ำออกจากผิวหนัง จนทำให้เกิดภาวะผิวหนังแห้ง
            นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกที่มีผลกระทบต่อความชุ่มชื้นผิวหนัง เช่น ระดับฮอร์โมน ยา ภาวะโภชนาการบกพร่อง ซึ่งการป้องกันไม่ให้เกิดผิวแห้ง โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยต้นเหตุดังกล่าว โดยสวมถุงมือ เสื้อผ้าให้มิดชิด และทาครีมหรือโลชั่นเคลือบผิวที่เรียกว่า มอยส์เจอร์ไรเซอร์

รู้จักมอยส์เจอร์ไรเซอร์
            มอยส์เจอร์ไรเซอร์(
Moisturizer)คือ สารทาภายนอกที่สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังได้ อาจมีอยู่หลายรูป เช่น ครีม  โลชั่น ขี้ผึ้ง เป็นต้น ส่วนประกอบของมอยส์เจอร์ไรเซอร์มีดังนี้
            1.สารปิดกั้นไม่ให้น้ำซึมผ่าน(
Occlusive)ออกฤทธิ์โดยปิดกั้นไม่ให้น้ำซึมผ่าน เมื่อทาลงบนผิวหนังจะกระจายตัวออกคลุมผิวหนังเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ กันไม่ให้น้ำภายในผิวหนังซึมออกสู่ภายนอก ทำหน้าที่คล้ายเกราะอ่อนป้องกันสารเคมีไม่ให้ระคายผิวหนัง แต่ถ้าล้างหรือฟอกผิวหนังบ่อย ๆ ด้วยสบู่หรือดีเทอร์เจน หรือการถู เช็ดกับผ้า จะทำให้มอยส์เจอร์ไรเซอร์หลุดออกจากผิวหนัง อาจต้องทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ซ้ำหลายครั้งต่อวัน ตามสภาพการดำเนินชีวิตประจำวัน สารกลุ่มนี้ได้แก่ petrolatum,lanolin,dimethicone เป็นต้น
            2.สารที่ช่วยดูดซับน้ำ(
Humectant)มอยส์เจอร์ไรเซอร์กลุ่มนี้เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังโดยการจับน้ำในผิวหนังไว้ไม่ให้ระเหยไป สารกลุ่มนี้ได้แก่ latic acid,polyol,mucopolysaccharide,urea,glycerol,เป็นต้น สารกลุ่มนี้เมื่อทาบนผิวหนัง อาจระคายผิวหนังได้ ทำให้รู้สึกยิบ ๆ จึงควรระมัดระวังโดยเฉพาะผิวหนังที่มีการอักเสบอยู่
            3.สารออกฤทธิ์ชนิดอื่น ๆ ซึ่งผสมในมอยส์เจอร์ไรเซอร์ เพื่อให้มีคุณสมบัติอื่นเพิ่มมากขึ้นจากการให้ความชุ่มชื้นเพียงอย่างเดียว  ที่นิยมได้แก่ สารกันแดด สารกลุ่ม
AHA ซึ่งช่วยผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกให้เร็วขึ้น สารที่ช่วยให้ผิวขาวขึ้น เช่น วิตามิน C,E,Niacinamide  เป็นต้น
            มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ดีควรมีคุณสมบัติ คือ สามารถลดการสูญเสียน้ำจากผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผิวชุ่มชื้นเรียบเนียนขึ้น ดูดซึมเร็ว ออกฤทธิ์ทันที และอยู่ได้นานบนผิวหนังโดยไม่ต้องทาซ้ำหลายครั้ง ไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง และมีราคาไม่แพง 

เลือกซื้อมอยส์เจอร์ไรเซอร์
            1.ดูลักษณะผิวของตนเอง จะรู้ว่าตนเองมีผิวประเภทใดก็โดยทดลองทามอยส์เจอร์ไรเซอร์นั้นที่ผิวหนัง ถ้าผิวหนังเป็นมันวาวมาก แสดงว่าคุณมีผิวมัน ผู้ที่มีผิวมัน อาจเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความมันน้อย  
            2.ดูฤดูกาล เช่น ในฤดูหนาวความชื้นในบรรยากาศน้อย ควรเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีความมันมาก
            3.ดูภูมิประเทศ ถ้าอยู่ในประเทศไทยหรือประเทศทางตะวันออกที่มีความชื้นในบรรยากาศสูง อาจไม่จำเป็นต้องใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์
            4.พิจารณาจากรูปแบบและส่วนประกอบของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ว่า มีน้ำมันมากน้อยเพียงใด โดยทั่วไปมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่อยู่ในรูปของน้ำมัน และครีมจะให้ความชุ่มชื้นมากกว่าโลชั่น
            5.พิจารณาเรื่องกลิ่น เพราะมอยส์เจอร์ไรเซอร์มักมีเครื่องหอมผสมอยู่ด้วยเพื่อให้น่าใช้ แต่อาจเป็นสาเหตุของการแพ้ได้ 
            6.ดูราคา ในภาวะเศรษฐกิจ ให้เหมาะสมกับฐานะ
            7.ทดลองใช้ดู จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่ถ้าเป็นผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย แนะนำว่าควรทดลองใช้ในบริเวณเล็ก ๆ ก่อน เช่น ทาที่ต้นแขนด้านในวันละ1-2ครั้ง นาน 7วัน ถ้าไม่มีผื่นแพ้เกิดขึ้น จึงใช้กับผิวหนังทั่วร่างกายได้

ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์อย่างได้ผล
            ควรทามอยส์เจอร์ไรเซอร์หลังทำความสะอาดผิวหรืออาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ เนื่องจากเป็นช่วงที่สารจะซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดี ทาให้ทั่วผิวหนังที่ต้องการเคลือบ ใช้นิ้วมือคลึงเบา ๆ ให้เนื้อครีมกระจายออกทั่วผิวหนัง ในกรณีที่ผิวหนังมีการอักเสบร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง

       "ขอให้มีสุขภาพผิวที่ดีกันถ้วนหน้านะคะ"