ส่องกล้อง ...รักษาทารกแฝด

ส่องกล้อง ...รักษาทารกแฝด


     ผศ.นพ.ตวงสิทธิ์  วัฒกนารา
               ภาควิชาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


                  ความพยายามที่จะช่วยชีวิตทารกน้อย ที่กำลังลืมตาขึ้นมาดูโลกเป็นความสุขใจของสูติ แพทย์ โดยเฉพาะครรภ์แฝดด้วยแล้ว มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะพบความพิการแต่กำเนิดหรือความผิดปกติขณะตั้งครรภ์

                  เมื่อพูดถึงการตั้งครรภ์ โดยปกติมดลูกของคนเราจะรองรับการตั้งครรภ์ทารกเพียงคนเดียว แต่ถ้าคุณแม่เกิดมีการตั้งครรภ์ทารกมากกว่า 1 คนหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การตั้งครรภ์แฝด”  กรณีเช่นนี้ทางการแพทย์ถือเป็นภาวะแทรกซ้อนอย่างหนึ่ง   ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งคุณแม่และลูกในครรภ์ ฉะนั้นเมื่อใดก็ตามที่เกิดการตั้งครรภ์แฝด จะเกิดจากไข่คนละใบหรือใบเดียวกัน ที่มีการแบ่งแยกและพัฒนาออกเป็นทารก 2 คน  เราจะให้ความสำคัญและให้เวลาเป็นพิเศษในการตรวจ

                  ในกรณีของแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียว อาจเกิดปัญหาต่างๆขึ้น  เช่น โอกาสแท้งสูง หรือพบความพิการแต่กำเนิด   เช่น  ทารกตัวติดกัน หรือหลอดเลือดของทารกเชื่อมต่อกันขณะตั้งครรภ์ ทำให้เกิดการถ่ายเทเลือดระหว่างทารกทั้งสอง  กรณีนี้เราพบประมาณ 10-15 % โดยทารกคนหนึ่งจะเป็นคนถ่ายเลือด ทำให้มีพัฒนาการเติบโตที่ช้าผิดปกติ แคระแกร็น  และมีน้ำคร่ำน้อย  เนื่องจากถูกเบียดจนแฟบไปติดอีกข้างหนึ่งของผนังมดลูก ขณะที่ทารกอีกคนหนึ่งเป็นคนรับเลือด  กลับมีขนาดตัวโตเกินไป ทำให้มีปริมาณน้ำคร่ำมาก หากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดภาวะเลือดข้น บวมน้ำ หัวใจล้มเหลว และเสียชีวิตทั้งคู่ ภาวะนี้ทางการแพทย์เรียกว่า โรคถ่ายเลือดในครรภ์แฝด( twin to twin transfusion syndrome ) ซึ่งการตรวจครรภ์ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์จะพบความผิดปกติดังกล่าวได้ตั้งแต่ในระยะแรก

                   แต่เดิมเราไม่สามารถให้การดูแลรักษาคุณแม่ที่มีภาวะครรภ์แฝดเช่นนี้ได้มากนัก  เพียงคอยตรวจติดตามด้วยเครื่องอัลตราซาวด์เท่านั้น  ถ้าเด็กมีขนาดต่างกันค่อนข้างมาก และเสี่ยงจะเสียชีวิตมากแล้วก็จะรีบผ่าตัดคลอดออกมา ซึ่งบ่อยครั้งเราได้ทารกที่คลอดก่อนกำหนดและมีอัตราการเสียชีวิตสูง  อีกวิธีคือ การใช้กล้องส่องตรวจทารกในครรภ์ หรือฟีโตสโคป (fetoscope)  ซึ่งเป็นทั้งเครื่องมือส่องตรวจและรักษาทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ถือเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ ซึ่งได้ผลดีที่สุด ทั้งเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ปัจจุบัน

                   ขั้นตอนการใช้กล้องส่องตรวจทารกในครรภ์นั้น จะใช้กล้องที่มีขนาดเล็กมากเพียง 2 มิลลิเมตร สอดเข้าไปในโพรงมดลูก แล้วใช้เลเซอร์ซึ่งมีกำลังต่ำจี้ตัดหลอดเลือดที่ผิดปกติบนแผ่นรกในครรภ์ให้ขาดออกจากกัน ทำให้การไหลเวียนของเลือดที่เชื่อมระหว่างทารกทั้งสองหยุดลง ช่วยให้ทารกทั้งสองต่างเจริญเติบโตด้วยตนเอง ไม่เกี่ยวข้องกันต่อไป ซึ่งการผ่าตัดรักษาด้วยวิธีนี้ใช้เวลาไม่เกิน 1ชั่วโมง และพักฟื้นในโรงพยาบาลต่ออีก  2 วัน  ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากการเสียเลือด  ติดเชื้อ หรือน้ำเดินหลังผ่าตัด  ซึ่งการผ่าตัดจะได้ผลดีหากทำในรายที่โรคยังไม่รุนแรงมาก และในอายุครรภ์ที่เหมาะสมคือ ระหว่าง 16 – 24 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็สามารถกลับไปดูแลตนเองที่บ้านจนกว่าจะครบกำหนดคลอด  อย่างไรก็ตาม คุณแม่ครรภ์แฝดจำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของสูติแพทย์อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนและประเมินสถานการณ์ของภาวะใกล้คลอดอย่างใกล้ชิด   

                    นอกจากนี้ การผ่าตัดรักษาด้วยวิธีส่องกล้องยังใช้แยกแฝดในครรภ์แบบกาฝาก(acardiac twins)  ซึ่งเป็นภาวะที่ทารกแฝดไข่ใบเดียวกันที่คนหนึ่งมีความพิการอย่างรุนแรง  คือมีลักษณะภายนอกเป็นก้อนเนื้อ ไม่สามารถพัฒนาเป็นอวัยวะ แต่จะดูดเลือดและสารอาหารจากทารกที่ปกติตลอดเวลา หากไม่ได้รับการรักษาทารกที่ปกติจะแท้งไปในที่สุด และเป็นที่น่ายินดีว่าในอนาคตเราจะขยายผลการรักษาทารกในครรภ์ที่มีความพิการของกระดูกสันหลังและไส้เลื่อนกระบังลมด้วย

                    สำหรับการผ่าตัดรักษาด้วยวิธีส่องกล้องนี้  จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีสูงบวกกับทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นสูติแพทย์ วิสัญญีแพทย์  และกุมารแพทย์ที่ประสานการทำงานกันเป็นอย่างดี 

                    ปัจจุบันนี้  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นสถาบันแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ให้การดูแลรักษาทารกในครรภ์ด้วยวิธีการผ่าตัดส่องกล้องอย่างเป็นระบบ