รับมือ “ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก”

รับมือ “ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก”


ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล
 ภาคจุลชีววิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

                                       
            ช่วงนี้หลายคนอาจตื่นตระหนกกับโรค “ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก”ซึ่งแพร่ระบาดอยู่ในประเทศเม็กซิโกและขยายไปยังประเทศอื่นๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเจ้าไวรัสนี้ เรามีความรู้มาฝากครับ

               1. โรคไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก หรือแต่เดิมเรียกไข้หวัดหมู  มีชื่อเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลกว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H1N1  เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จากเชื้อไวรัสชนิด A สายพันธุ์  H1N1  ที่มีสารพันธุกรรมของไวรัสของคน หมู และนกผสมกัน  แต่มีความแตกต่างจากไข้หวัดดั้งเดิมที่พบในหมูที่เกิดขึ้นได้ตามฤดูกาล อีกทั้งลักษณะสายพันธุ์ ไม่คล้ายคลึงกับไข้หวัดใหญ่ในคน  ไวรัสสายพันธุ์นี้เป็นการกลายพันธุ์ของเชื้อในตัวคน  ไม่ใช่จากหมูสู่คน  ดังนั้นภายหลังการประชุมวิชาการหารือเร่งด่วนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโก H1N1  ของกรมควบคุมโรคของไทยเมื่อ 27 เม.ย. จึงให้เรียกชื่อว่า “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เม็กซิโก” สาเหตุที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากคนไม่มีภูมิต้านทานโรคชนิดนี้ตามธรรมชาติ และวัคซีนสำหรับโรคนี้จะต้องใช้เวลาหลายเดือนในการพัฒนาขึ้นมา 

               2. การติดต่อจากคนสู่คน ไม่ใช่จากหมูสู่คน ไม่เหมือนไข้หวัดนก เชื้อไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก มีการแพร่ติดต่อเช่นเดียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ในคนโดยทั่วไป คือเชื้อนั้นจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย แพร่ไปยังผู้อื่นโดยการไอ หรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือและสิ่งของที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ และเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา มักพบในคนที่แข็งแรงช่วงอายุ 20- 40 ปี ส่วนประชาชนที่บริโภคหมูก็ไม่ต้องกลัว เพราะหากปรุงสุกก็ไม่มีอันตรายอะไร 

               3. อาการ คล้ายคนเป็นไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก นอกจากนี้ในผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ เป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจ หากติดเชื้อจะทำให้มีอาการที่รุนแรงขึ้นได้ ขอย้ำเพื่อไม่ให้ตื่นตกใจ ผู้ที่มีอาการไข้หวัดธรรมดา ปวดหัว ไม่ต้องมาพบแพทย์ ยกเว้นรายที่มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามร่างกาย ขอให้มาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา ซึ่งหากค้นพบผู้ป่วยได้เร็ว แยกโรค แยกผู้ป่วยไม่ให้กระจายเชื้อ โดยสวมหน้ากากอนามัย และให้ยาทามิฟลูหรือโอเซลทามิเวียร์ ภายใน48ชั่วโมง ที่มีไข้ส่วนใหญ่รอดชีวิต ซึ่งขณะนี้ไทยมียาต้านไวรัส “ทามิฟลู” สำรองไว้ 3 ล้านเม็ด ซึ่งสามารถรักษาคนได้ 3 แสนคน และกรณีฉุกเฉินองค์การเภสัชกรรม สามารถผลิตเพิ่มได้อีกประมาณ 1 ล้านเม็ด 

               4. ความแตกต่าง ไข้หวัดนกจะกระจายไปทุกระบบของร่างกาย แต่ไข้หวัดใหญ่เม็กซิโกจะไปเฉพาะระบบทางเดินหายใจ จึงทำให้อาการรุนแรงน้อยกว่า อย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดปอดอักเสบที่อาจนำไปสู่ระบบหายใจล้มเหลวและทำให้เสียชีวิตได้ 

               5. ความรุนแรงของไข้หวัดใหญ่เม็กซิโก หากเทียบกับไข้หวัดนกนับว่าน้อยกว่ามีเพียง 6%เท่านั้นที่เสียชีวิต แต่ความสามารถแพร่ระบาดขยายวงกว้างได้มากกว่า ขณะที่ผู้ป่วยไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5 N1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์รุนแรงที่ทั่วโลกให้ความสำคัญมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 65% 

               6. มาตรการของโลก ขณะนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศยกระดับการแพร่ระบาดจากระดับ 4 ที่เป็นการติดต่อจากคนสู่คน และขยายวงกว้างในระดับประเทศ มาเป็นระดับ 5 ซึ่งเป็นระดับรองสูงสุด เกิดการแพร่ระบาดอย่างน้อย 2 ประเทศภายในภูมิภาคเดียวกัน ได้แก่ สหรัฐฯ  สเปน  แคนาดา  อิสราเอล  อังกฤษ  นิวซีแลนด์  ออสเตรีย และเยอรมนี ส่วนระดับ 6 ซึ่งเป็นระดับรุนแรงสูงสุด มีความเป็นไปได้ ที่จะแพร่ระบาดไปทั่วโลก ทั้งนี้การเพิ่มระดับการเตือนภัยมีความสำคัญเพราะเป็นการส่งสัญญาณถึงรัฐบาลชาติต่างๆ ว่าสมควรเพิ่มการตรวจตรา เตรียมความพร้อมที่จะรับมือ และประเมินอย่างจริงจังเรื่องขั้นตอนต่างๆที่จะใช้รับมือหากโรคนี้ระบาดไปทั่วโลก 

                 อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกจนเกินเหตุ แต่ควรรับมือด้วยความระมัดระวัง โดย...ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลล้างมือ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชนหรือสถานที่แออัด   

               "นอกจากส่งผลต่อสุขภาพ ยังส่งผลต่อโลกด้วยครับ"