ทำอย่างไรเมื่อเป็น......”โรคลิมโฟม่า”

ทำอย่างไรเมื่อเป็น”โรคลิมโฟม่า”

ผศ.นพ.นพดล  ศิริธนารัตนกุล 
 สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภ.อายุรศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            “โรคลิมโฟม่า” หรือที่รู้จักกันในชื่อ”มะเร็งต่อมน้ำเหลือง” เป็นภาวะการณ์เจริญเติบโตอย่างผิดปกติของระบบต่อมน้ำเหลือง ซึ่งไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะเป็นผู้ที่อยู่ในภาวะพร่องของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ในผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะและได้ยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยเอดส์ และผู้ที่ได้รับสารเคมีบางชนิด

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
            1.  มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin Lymphoma)  มีลักษณะเฉพาะ คือ จะพบ Reed-Sternberg cell ซึ่งไม่มีในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดอื่น ในแต่ละปีมีผู้ป่วยทั่วโลกเสียชีวิตจากมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนี้ประมาณ 25,000 คน
            2.  มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน  (Non-Hodgkin Lymphoma) แบ่งออกเป็น 30 ชนิดย่อย โดยอาศัยอัตราการเจริญของเซลล์มะเร็ง จะสามารถแบ่งได้ 2 ชนิด คือ
                  2.1  ชนิดค่อยเป็นค่อยไป (Indent) มีการแบ่งตัวเซลล์มะเร็งค่อนข้างช้า ผู้ป่วยมีอาการค่อยเป็นค่อยไป แต่มักจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดด้วยวิธีการในปัจจุบัน
                 2.2  ชนิดรุนแรง (Aqqressive) มีอัตราการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งเร็ว ถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยอาจเสียชีวิตภายใน 6 เดือน-12 ปี  แต่มีข้อดี คือ ถ้าหากรักษาทันท่วงทีโอกาสที่จะหายขาดก็มีมาก

อาการเริ่มต้นที่พบบ่อย
                        -   คลำพบก้อนที่บริเวณต่าง ๆ เช่น คอ รักแร้ ขาหนีบ หรือเต้านม โดนที่ก้อนมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่จะไม่มีอาการเจ็บ ซึ่งต่างจากการติดเชื้อที่มักจะมีอาการเจ็บที่ก้อน
             -   มีไข้ หนาว สั่น เหงื่อออกมากตอนกลางคืน คันทั่วร่างกาย
                        -   เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลียไม่ทราบสาเหตุ
            ไอเรื้อรัง หายใจไม่สะดวก ต่อทอนซิลโต
            -   ปวดศีรษะ (พบในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในระบบประสาท)

อาการในระยะลุกลาม
            ซีด มีเลือดออกง่าย เช่น จุดเลือดออกตามตัว หรือจ้ำเลือด
                        ในรายที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองภายในช่องท้อง จะมีอาการแน่นท้อง หรืออาหารไม่ย่อย ท้องโตขึ้นจากการมีน้ำในช่องท้อง
          ต่อมน้ำเหลืองที่โตจะมีผลกดเบียดอวัยวะข้างเคียง เช่น หลอดเลือด หรือเส้นประสาท อาจทำให้เกิดอาการชา หรือปวดตามแขน ขาได้

การวินิจฉัย
  จะสามารถทำได้โดยการตัดชิ้นเนื้อ เพื่อนำไปตรวจทางพยาธิวิทยา

แนวทางการรักษาในปัจจุบัน
           1.  การเฝ้าติดตามโรค ใช้ในกรณีผู้ป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดค่อยเป็นค่อยไป อยู่ในระยะที่ 1 และไม่มีอาการผิดปกติอื่น ๆ และระหว่างการเฝ้าติดตามโรคผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด หรือตรวจทางรังสีเป็นระยะ ๆ ตามแพทย์สั่ง
            2.  การใช้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) ซึ่งจะออกฤทธิ์ไปทำลายเซลล์มะเร็งโดยไปรบกวนการแบ่ง ตัวของเซลล์มะเร็ง แพทย์จะเป็นผู้เลือกชนิดของยาเคมีบำบัด โดยทั่วไปจะใช้หลายขนานร่วมกัน หรือ อาจให้ร่วมกับการรักษาด้วยแอนติบอดี้ (Monoclonal Antibodies)
            3.  การใช้ยาเคมีบำบัด  (Chemotherapy) ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ที่มีฤทธิ์ในการจับกับโปรตีนบนผิวหนังของเซลล์มะเร็ง หลังจากนั้นจะมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเพื่อมากำจัดเซลล์มะเร็ง ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยในการทำลายเซลล์มะเร็งได้ในบริเวณกว้าง และส่งผลกระทบเพียงน้อยนิดต่อเนื้อเยื่อปกติ
            4.  การฉายรังสี (Radiation Therapy) คือการรักษาด้วยรังสีปริมาณสูง เพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง
            5.  การรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Transplantation)  แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ การปลูกถ่ายฯ โดยอาศัยเซลล์ของผู้บริจาค และการปลูกถ่ายฯ โดยอาศัยเซลล์ของผู้ป่วยเอง          
            ปัจจุบันสามารถปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากกระแสเลือด แทนที่จะใช้เซลล์ต้นกำเนิดจากไขกระดูก ช่วยให้ผู้บริจาคไม่ต้องเจ็บตัวในการเจาะไขกระดูก

          * แพทย์จะพิจารณาจากชนิดและระยะของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง  ซึ่งอาจจะใช้วิธีเดียวหรือแบบผสมผสานก็ได้
         
วิทยาการรักษาในปัจจุบัน ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะหายขาดได้ ถ้าหากเป็นระยะเริ่มแรก และได้รับการรักษาอย่างครบถ้วน รวมถึงร่างกายมีการตอบสนองดี จะสามารถหยุดการรักษาได้เกินกว่า 5 ปี เพราะโดยปกติ ผู้ป่วยจะเข้าใจว่าหายขาดเมื่อได้รับการรักษาอย่างครบถ้วนแล้ว

การดูแลรักษาสุขภาพ
            ผู้ป่วยบางรายจะมีสภาพจิตใจที่ไม่ค่อยดีนัก และอาการของโรคอาจส่งผลให้เกิดภาวะ
ทุพโภชนาการ.....ดังนั้นผู้ป่วยและญาติจึงควรใส่ใจเรื่องอาหารของผู้ป่วยให้มาก และอาหารที่เหมาะควรมีลักษณะดังนี้
                     -  สุก สะอาด อุณหภูมิไม่สูงเกินไป
                     -  อ่อนนุ่ม ง่ายต่อการเคี้ยวและกลืน
                     -  อาหารที่ให้สารอาหาร พลังงาน และเส้นใยสูง สามารถรับประทานได้ แต่ควรระวังผักสดควรล้างให้สะอาด ส่วนผลไม้ ควรเลือกรับประทานชนิดที่ต้องปอกเปลือก เพื่อป้องกันสารตกค้างบริเวณเปลือก
            ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามสภาพร่างกายของผู้ป่วย เป็นสิ่งที่พึงกระทำเป็นกิจวัตร ซึ่งจะมีผลโดยรวมต่อร่างกายในการช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานดีขึ้น และช่วยกำจัดโรคที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายหลังจากที่ได้รับการรักษา      

            อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะให้ความสำคัญเรื่องอาหารการกินแล้ว แต่เรื่องการดูแลสุขภาพจิต ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะหากบุคคลในครอบครัวและเพื่อน ๆ หมั่นให้กำลังใจ ผู้ป่วยก็จะมีสุขภาพจิตที่ดี และแน่นอนว่าย่อมส่งผลทางบวกต่อสุขภาพไม่มากก็น้อยครับ