Palliative care กับผู้ป่วยระยะสุดท้าย

Palliative care กับผู้ป่วยระยะสุดท้าย


                                                                                   ผศ.นพ.รุ่งนิรันดร์  ประดิษฐสุวรรณ
                                                                                       ภาควิชาอายุรศาสตร์
Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


               คุ้นหูกันมั้ยกับคำว่า "Palliative care"  
               Palliative care เป็นรูปแบบการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมสำหรับผู้ที่ป่วยด้วยโรคที่คุกคามต่อชีวิต ซึ่ง  ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  รวมทั้งผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคระยะสุดท้าย และครอบครัวของผู้ป่วย เพื่อให้สามารถเผชิญกับความเจ็บป่วย ความทุกข์ ป้องกันและลดความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้    โดยมีผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมทั้ง  4  มิติ  คือ กาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ทั้งนี้เพื่อให้เขามีชีวิตอย่างมีความหมายมากที่สุดจนถึงวันที่จากไป 

              ที่เล่ามานี้อยากบอกว่า  Palliative care มีความหมายต่อผู้ป่วยระยะสุดท้ายมาก ๆ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง โรคเอดส์ โรคไตวายเรื้อรังที่ไม่สามารถปลูกถ่ายหรือล้างไตได้ ทารกแรกคลอดที่มีน้ำหนักตัวน้อยมากหรือพิการแต่กำเนิดและมีชีวิตอยู่ไม่นาน

             ทั้งนี้ ผศ.นพ.รุ่งนิรันดร์   ประดิษฐสุวรรณ อายุรแพทย์ด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ เล่าว่า “ขณะนี้ทั่วโลกกำลังตื่นตัว หันมาให้ความสำคัญในการดูแลผู้ป่วยและครอบครัวแบบ Palliative care ควบคู่ไปกับ  Curative treatment  (การรักษาแบบจำเพาะเพื่อให้หายขาดจากโรค) อย่างแพร่หลายมากขึ้น  เพราะในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าผู้ที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังซึ่งรักษาไม่หายขาดมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และผู้ป่วยเหล่านี้รวมทั้งครอบครัวล้วนมีความทุกข์ทั้งกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ยิ่งเมื่อโรคลุกลามจนถึงระยะสุดท้าย การดูแลผู้ป่วยและครอบครัวโดยเน้นที่คุณภาพชีวิตยิ่งมีความสำคัญ และเมื่อผู้ป่วยเหล่านี้ถึงเวลาที่ต้องจากไป แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ ก็ควรที่จะมีส่วนช่วยให้เขาเสียชีวิตอย่างสงบและมีศักดิ์ศรี หรือที่เราเรียกว่าตายดี”
              หลักการของ Palliative care ประการหนึ่งคือ การช่วยให้ผู้ป่วยยอมรับว่าความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญ ไม่มีใครหนีพ้น ซึ่งเป็นธรรมดาของชีวิต การยอมรับจะช่วยให้ผู้ป่วยมีสติ และมองเห็นว่าเวลาที่เหลืออยู่เป็นโอกาสที่จะทำสิ่งต่างๆ ที่ค้างคาอยู่ หรือทำสิ่งที่อยากทำ 

              มีหลายคนเข้าใจผิดว่าการดูแล แบบ  Palliative care จะมุ่งยืดชีวิตของผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้นานที่สุด หรือถ้าผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานมาก ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเร็วขึ้น เพื่อให้พ้นจากความทุกข์นั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรามุ่งที่จะให้เวลาที่เหลือน้อยนั้นมีคุณค่ามากที่สุดต่างหาก
              ผศ.นพ.รุ่งนิรันดร์  เล่าต่อว่า ศ.เกียรติคุณ พญ.สุมาลี   นิมมานนิตย์ อาจารย์แพทย์ที่เป็นต้นแบบของการดูแลผู้ป่วยแบบ Palliative care ของศิริราช เคยแนะนำว่า “แพทย์ พยาบาล มีบทบาทหน้าที่หลายประการในการดูแลผู้ที่ป่วยด้วยโรคที่คุกคามต่อชีวิต รวมทั้งครอบครัวของผู้ป่วย ได้แก่ การแจ้งข่าวร้ายแก่ผู้ป่วยและครอบครัว วางเป้าหมายการรักษาร่วมกับผู้ป่วยและญาติ ดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเป็นองค์รวม รักษาอาการทุกข์ทรมานต่างๆ ของผู้ป่วย ตัดสินใจเลือกการตรวจและการรักษาที่เหมาะสม ประคับประคองใจผู้ป่วยและญาติ ดูแลรักษาผู้ใกล้เสียชีวิตให้จากไปอย่างสงบและมีศักดิ์ศรี ตลอดจนการดูแลญาติด้านจิตใจ จัดให้มีระบบสนับสนุนให้คำปรึกษาแนะนำต่อครอบครัว เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถเผชิญกับความทุกข์จากความเจ็บป่วยของคนที่รักและการสูญเสียได้ ดังนั้นแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์อื่นๆ เช่น นักกายภาพบำบัด นักสังคมสงเคราะห์ นักโภชนาการ  ตลอดจนอาสาสมัคร จึงต้องฝึกฝนให้ตนเองมีความรู้ ความสามารถ และทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นเหล่านี้
        -  ความรู้และทักษะด้านการรักษา   
        -  ทักษะการทำงานเป็นทีม   
        -  ทักษะในการพูด การถ่ายทอด การถาม การฟัง “รู้เขา รู้เรา” “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”
        -  มีความเมตตา  กรุณา  และอุเบกขา
        -  รู้จักสังเกต  ไวต่อความรู้สึกของผู้อื่น  ไหวพริบปฏิภาณ  สามัญสำนึก
        -  และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีสติ”
               จากจุดเริ่มต้นที่เห็นว่าดีนี่เอง จึงได้เกิด Palliative care ขึ้นในโรงพยาบาลศิริราช นอกจากการรักษาแล้ว การดูแลด้านจิตใจ สังคม และจิตวิญญาณก็สำคัญไม่น้อย มีโครงการและกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้ป่วย ตัวอย่างเช่น โครงการอาสาสมัคร  มีการพูดคุย รับฟังความทุกข์ของเขา  เล่นดนตรีหรือร้องเพลงให้ฟัง  สอนวาดภาพ  ทำงานฝีมือ เช่น ร้อยลูกปัด หรือสิ่งประดิษฐ์อย่างการปั้นดินญี่ปุ่น ทำการบูรหอม ตลอดจนการใส่บาตร ธรรมะในหอผู้ป่วย การฝึกสติและสมาธิให้แก่ผู้ป่วย เป็นต้น  
               อาจกล่าวได้ว่า Palliative care เป็นการ “ให้” ที่ยิ่งใหญ่ที่เพื่อนมนุษย์จะมีให้แก่กันบนโลกใบนี้.