เตรียมพร้อม! ก่อนไปธนาคารอสุจิ

เตรียมพร้อม! ก่อนไปธนาคารอสุจิ

รศ.นพ. เรืองศิลป์  เชาวรัตน์ 
ภาควิชาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล


           คุณผู้ชายหลายคนอาจมีคำถามผุดขึ้นในใจ  “ทำไมต้องฝากเชื้ออสุจิ”    เหตุผลหลักๆ ที่ต้องทำเช่นนั้นก็เพื่อ
                 1.  ใช้สำหรับผู้มีบุตรยาก  ที่ต้องการการรักษา แต่ฝ่ายชายไม่มีเวลามาติดตามการรักษาตามที่แพทย์นัดได้
                 2.  ในกรณีที่ต้องการรักษาโรคบางชนิดซึ่งมีผลเสียต่อจำนวนเชื้ออสุจิ ก่อนรักษาจึงต้องเก็บเชื้ออสุจิสำรองไว้
                 3.   เพื่อเก็บเชื้ออสุจิเพื่อการบริจาค

             การแช่แข็งเชื้ออสุจิจะแช่แข็งไว้ในธนาคารอสุจิ หรือ sperm bank ซึ่งมีบริการอยู่ตามโรงพยาบาลขนาดใหญ่หลายแห่ง  แต่มีขั้นตอนอะไรบ้าง เรามีรายละเอียดมาฝากครับ  
การแช่แข็งเชื้ออสุจิ
            หลังจากแจ้งความประสงค์จะฝากหรือบริจาคเชื้ออสุจิแล้ว คุณจะถูกคุณหมอผู้เชี่ยวชาญซักประวัติละเอียด เริ่มตั้งแต่
                1.  โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเอดส์ โรคซิพิลิส โรคตับอักเสบ เป็นต้น
                2.  โรคติดต่อทางสายเลือด เช่น โรคธาลัสซีเมีย เบาหวาน และอีกสารพัดโรคที่ติดต่อทางพันธุกรรม
                3.  โรคเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต   
 
             เมื่อพูดคุยกันแล้ว คุณหมอจะให้เจาะเลือด เพื่อค้นหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ จากนั้นคุณจะถูกส่งไปยัง ‘ห้องเก็บเชื้อ” ซึ่งไม่ได้หมายถึงห้องเก็บเชื้ออสุจิ หากคือห้องที่ถูกจัดไว้เพื่อให้คุณสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง    ภายในจะมีอุปกรณ์กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นปฏิทินเปลือย หนังสือโป๊ และหนังโป๊พร้อมเครื่องเล่นดีวีดีและทีวี นอกจากนี้ยังมีโซฟาสำหรับนั่งหรือนอนดูหนังสือหรือดูหนังตามต้องการ

              ก่อนการรีดเชื้อ คุณจะได้รับถ้วยพลาสติกปากกว้างผ่านการฆ่าเชื้อมาแล้ว ถ้วยดังกล่าวขนาดไม่ใหญ่นัก  แต่ก็เพียงพอสำหรับเก็บเชื้ออสุจิ  ซึ่งก่อนการรีด  คุณต้องล้างมือและน้องชายให้สะอาด (วิธีการเหล่านี้มีสติ๊กเกอร์ติดประกาศชัดเจน)

            หลังจากได้เชื้ออสุจิแล้วจะยังไม่สามารถนำไปแช่แข็งได้ทันที จนกว่าจะผ่านการตรวจจากห้องแล็ป เพื่อตรวจสภาพเชื้ออสุจิของคุณว่ามีความสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน  โดยปกติแล้วผู้ชายเราจะมีเชื้ออสุจิเฉลี่ยราว 20-40 ล้านตัวต่อหนึ่งซีซี (แต่สำหรับคนเป็นหมันแล้วจะมีเชื้อเพียง 1-2 ล้านตัวเท่านั้น) เชื้ออสุจิที่ดีนั้น หัวต้องกลมมน ไม่ใช่หัวกลมเป็นลูกแตงโม มีลักษณะคล้ายรูปไข่ มีหางยาวเป็นสาย เคลื่อนไหวเร็วอย่างน้อย 50%  

             หลังจากรีดเชื้อเสร็จแล้ว คุณหมอจะให้นอนพักในห้องประมาณ 15-20 นาที  ซึ่งถ้าจะบริจาคหรือฝากอสุจิซ้ำอีกรอบล่ะก็  ต้องรออีก 3 - 5 วันค่อยมาใหม่  เนื่องจากปริมาณอสุจิอาจไม่พอ
              เมื่อผ่านการตรวจจากห้องแล็ปแล้ว   เชื้ออสุจิของคุณจะถูกใส่สารละลายกลีเซอรอล   โซเดียมซิเตรท   กลูโคส   ฟรุกโตส   ไข่แดง เพื่อเป็นอาหารหล่อเลี้ยง แล้วจึงนำไปใส่หลอดพลาสติกเล็กๆ แขวนเหนือระดับถังไนโตรเจนเหลว 15 เซนติเมตรที่อุณหภูมิลบ 196 องศาเซลเซียส โดยไม่แช่ลงไป เพื่อไม่ทำให้เซลล์อสุจิเสียหาย ระหว่างนี้เชื้ออสุจิจะหยุดเคลื่อนไหว แต่ยังมีชีวิตอยู่และสมบูรณ์พร้อม สามารถเก็บได้นานนับสิบๆ ปีเลยทีเดียว แต่ที่หน่วยผู้มีบุตรยากศิริราชจะเก็บเชื้ออสุจิเพียง 5 ปี เท่านั้น ยกเว้นเชื้อที่เจ้าตัวฝากไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เนื่องจากพื้นที่จัดเก็บมีจำกัด

การนำเชื้ออสุจิกลับมาใช้
             คงไม่ลืมว่าอสุจิที่ถูกแช่แข็งจะหยุดการเคลื่อนไหว ฉะนั้นก่อนจะนำเชื้ออสุจิมาใช้จึงต้องนำหลอด บรรจุเชื้อไปละลาย และเข้าเครื่องปั่นล้าง เพื่อให้อสุจิกลับมาวิ่งปรู๊ดปร๊าดอีกครั้ง แล้วจึงนำเชื้ออสุจิไปใช้ต่อไป ถือว่าเป็นกระบวนการสุดท้ายของธนาคารอสุจิ และต้องทำในห้องที่ปลอดเชื้อเท่านั้น
             ปัจจุบันเทคโนโลยีที่ทำให้เด็กเกิดมีหลากหลายวิธี   ไม่ว่าจะผสมเทียม กิฟท์ ซิฟท์ ทำเด็กหลอดแก้ว หรืออิกซี่  ซึ่งกระบวนการนานาเหล่านี้ล้วนต้องพึ่งเชื้ออสุจิทั้งสิ้น การใช้เทคโนโลยีช่วยในการตั้งครรภ์ได้ผลเฉลี่ยประมาณ 20 - 35%  ยิ่งใช้เทคโนโลยีมากเท่าไร  โอกาสก็ยิ่งน้อยไปอีก สรุปก็คือวิธีธรรมชาติได้ผลดีที่สุด.