“ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม” ทางเลือกที่ต้องเลือกจริงหรือ?

“ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม”  ทางเลือกที่ต้องเลือกจริงหรือ?


ผศ.นพ.กีรติ  เจริญชลวานิช
ภาควิชาศัลย์ศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ไม่ว่าจะยืน เดิน หรือนั่ง “ข้อเข่า” นั้นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบการทำงานการเคลื่อนไหวของร่างกายดำเนินไปได้อย่างราบรื่น เพราะทุก ๆ ครั้ง ที่เราจะเดินหรือยืน เข่าทั้ง 2 ข้างต้องรับน้ำหนักทั้งหมดของตัวเรา และส่งผ่านแรงทั้งหมด เพื่อนำพาเราเดินหรือยืนไปได้อย่างมั่นคง และมีการเคลื่อนไหวที่ดี โดยปกติ เข่าทั้ง 2 ข้างจะต้องทำงานผสานกันไปอย่างสมดุล
            หากการเคลื่อนไหว ขาดความสมดุลอาจนำไปสู่สัญญาณเตือนของ “ภาวะข้อเข่าเสื่อม” ซึ่งพบมากในผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
สาเหตุเกิดจาก......
            -  ความเสี่ยมของกระดูกในร่างกายตามธรรมชาติ
            -  ปัจจัยทางพันธุกรรม
            -  ผลต่อเนื่องจากการได้รับอุบัติเหตุ การติดเชื้อ โรคข้ออักเสบเรื้อรัง โรคเลือดบางชนิด เป็นต้น

            โดยทั่วไปในรายที่อาการไม่หนักแพทย์จะรักษาโดยการให้ยาและฝึกกายภาพบำบัด แต่ในรายที่เป็นเรื้อรัง และกระดูกมีปัญหามาก ๆ แพทย์จะแนะนำให้ “ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม”
โดยพิจารณาสาเหตุหลัก ๆ ดังนี้

              1. มีอาการปวดขั้นรุนแรงจนมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน หรือได้รักษาด้วยการใช้ยา และกายภาพบำบัดอย่างเต็มที่และนานเพียงพอแล้ว แต่อาการไม่ดีขึ้น
              2. หัวเข่าโกงงอผิดรูป ส่งผลให้เดินไม่สะดวก และยังส่งผลด้านจิตใจ เพราะผู้ป่วยเกิดความอับอาย
              3. ข้อเข่าไม่ค่อยมั่นคง ซึ่งเกิดการสึก หลวมและยึดของกระดูกกล้ามเนื้อและเอ็นรอบ ๆ ข้อเข่า

              ปัจจุบันวิวัฒนาการการผ่าตัดข้อเข่าเทียมก้าวหน้าไปไกล ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ เช่น มีข้อเทียมที่มีรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติ และยังผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพสูงด้วยกระบวนการที่ทันสมัย นอกจากนี้ วิธีผ่าตัดยังได้พัฒนาให้มีแผลผ่าตัดเล็กลง ทำให้คนไข้สามารถกลับมาเดินได้ภายในบ้าน1–2 วันภายหลังการผ่าตัด อีกทั้งข้อเทียมยังมีอายุการใช้งานนานถึง10-15 ปี
              อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า “ข้อเทียมไม่ใช่ของที่เป็นธรรมชาติ” จึงไม่สามารถทดแทนสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาได้ทั้งหมด และอาจมีผลข้างเคียงได้ในบางครั้ง โดยเฉพาะในรายที่
              -  มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับลิ่มเลือด เช่น ได้รับยาละลายลิ่ม เพื่อป้องกันเส้นเลือดอุดตัน
              -  มีประวัติเป็นโรคเส้นเลือดอุดตันมาก่อน
             โดยส่วนใหญ่ แพทย์จะทำการผ่าตัดให้ทีละข้าง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ขาข้างที่ไม่ได้รับการผ่าตัดช่วยในการเดินและทำกิจกรรมต่าง ๆ (โดยทั่วไปจะเว้นระยะเวลาประมาณ 3 เดือน จึงทำการผ่าตัดอีกข้าง)
             แต่ในกรณีที่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดข้อเข่าเทียมพร้อมกันทีเดียวทั้ง 2 ข้าง ซึ่งเกิดในกรณีที่มีความผิดรูปและเจ็บปวดของข้อเข่ามากทั้ง 2 ข้าง ผู้ป่วยจะต้องมีสุขภาพทั่วไปแข็งแรง แต่แน่นอนว่าจะมีความเสี่ยงมากกว่าเดิม และปัญหาสำคัญก็คือ มีการสูญเสียเลือดหลังผ่าตัดเป็นปริมาณมากขึ้นจากเข่าทั้ง 2 ข้าง และภาวะหัวใจที่ต้องทำงานหนักมากขึ้น

ข้อจำกัดของผู้ป่วยในการพิจารณาให้การผ่าตัด.....
             1. ปราศจากภาวะติดเชื้อที่ยังมีอาการของโรคอยู่บริเวณข้อเข่า
             2. ร่างกายแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอุปสรรคของการผ่าตัด เช่น โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ เบาหวาน ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้

            *ในบางกรณี แพทย์จะพิจารณายกเว้นการผ่าตัดเป็นราย ๆ ตามความเหมาะสม เช่น มีภาวะข้อติดแข็ง หรือเคยทำการเชื่อมข้อมาก่อน รวมถึงผู้ป่วยที่มีภาวะเส้นประสาทรับความรู้สึกเสียไปจนไม่รู้สึกปวด เป็นต้น
             หลังจากผ่านระยะการฟื้นฟูสภาพป้องกันแล้ว (ใช้เวลาประมาณ 2 – 3 เดือนหลังผ่าตัด) ผู้ป่วยสามารถใช้งานข้อเข่าได้ในชีวิตประจำวัน มีบางกรณีที่ต้องระวังโดยเฉพาะในวัฒนธรรมไทย ซึ่งจะมีการนั่งยอง ๆ กับพื้น ซึ่งควรใช้ข้อเข่าในกิจกรรมดังกล่าวเท่าที่จำเป็น และต้องไม่ลืมดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พยายามป้องกันการหกล้ม และป้องกันการติดเชื้อเรื้อรังของร่างกาย(ถ้าเป็นส่วนที่จำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษ)

             การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า เป็นทางเลือกสุดท้ายที่แพทย์จะพิจารณาเมื่อการรักษาวิธีอื่นไม่สามารถช่วยได้แล้ว ดังนั้นการเข้าใจถึงข้อดีข้อเสียและผลข้างเคียง การเตรียมตัวของผู้ป่วยและญาติ ความพร้อมของทีมรักษา ตลอดจนความพร้อมของโรงพยาบาลจึงมีส่วนสำคัญต่อการรักษาที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาวครับ.