ภาพแสดงที่ 1 ภาพแสดงที่ 2 ภาพแสดงที่ 3

สมองดี เริ่มที่ – นมแม่—

สมองดี   เริ่มที่ – นมแม่—

ศ.คลินิก นพ.วีระพงษ์  ฉัตรานนท์
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์

Faculty of Medicine Siriraj Hospital
 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            หากถามว่าคุณพ่อคุณแม่ปรารถนาอะไรจากลูกน้อย  คำตอบที่มักได้ยินคือ  อยากให้ลูกเก่งและดี   ซึ่งจะเป็นจริงได้  ต้องเริ่มต้นจากนมแม่และความรักความห่วงใยที่มีให้อย่างเต็มเปี่ยม
        นมแม่  อาหารที่วิเศษสุด
          นมแม่  เป็นอาหารที่ธรรมชาติสรรค์สร้างขึ้นมาอย่างมีคุณค่า ครบถ้วน เหมาะสมที่สุดสำหรับลูกน้อย  ช่วยให้ลูกแข็งแรง และส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ  โดยเฉพาะพัฒนาการด้านสมอง  
          สมองของคนเรา มีพัฒนาการเริ่มตั้งแต่ในครรภ์   ซึ่งจะพัฒนาเร็วกว่าอวัยวะระบบอื่นภายหลังคลอดเกือบ 2 เท่า และที่มหัศจรรย์กว่านั้น ไม่มีระยะไหนที่การเติบโตของสมองจะเฉื่อยเหมือนอวัยวะระบบอื่น  โดยเฉพาะในขวบปีแรก  ขนาดของสมองจะเพิ่มมากกว่าระยะใดๆ จากน้ำหนักสมองแรกเกิดประมาณ 400 กรัม (ประมาณ 25% ของสมองผู้ใหญ่) เพิ่มเป็น 1,000 กรัมเมื่ออายุ 1 ขวบ  ขณะที่สมองผู้ใหญ่จะหนักประมาณ 1,400 กรัม
          แม้เซลล์สมอง ซึ่งมีอยู่ประมาณหนึ่งแสนล้านเซลล์นั้นจะไม่เพิ่มขึ้นหลังคลอด แต่สิ่งที่เพิ่มคือ จำนวนเซลล์พี่เลี้ยง  ขนาดของเซลล์  และการขยายเครือข่ายของเซลล์  ได้แก่  แขนงรับ-ส่งข้อมูล และจุดเชื่อมประสาท โดยแต่ละเซลล์จะมีจุดเชื่อมประมาณ 2,500 จุด และเพิ่มขึ้นประมาณ 15,000 จุดต่อหนึ่งเซลล์เมื่ออายุ 2 – 3 ขวบ ซึ่งจะมากกว่าสมองของผู้ใหญ่ประมาณ 2 เท่า โดยการเกื้อหนุนของการเลี้ยงดู ตั้งแต่การได้รับสารอาหารที่เหมาะสมและครบถ้วน ไปจนถึงสารอื่นที่จำเป็นต่อพัฒนาการของสมอง รวมไปถึงการเกิดโรคติดเชื้อที่ทำให้การเจริญเติบโตหยุดชะงัก
          เป็นที่น่าเสียดายว่าวงจรประสาทที่สำคัญที่ถูกวางไว้นี้ หากส่วนไหนไม่ได้รับการกระตุ้นให้ใช้งานอย่างต่อเนื่องหรือเพียงพอ ก็อาจทำให้ถูกขจัดเพิ่มขึ้นอีกจากการตัดแต่งประสาทได้ จึงมีคำที่กล่าวถึงพัฒนาการของสมองว่า  “Use it or lose it” คือ ให้ใช้มันเสียมิฉะนั้นจะสูญเสียมันไป
          แต่สมองคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การที่เด็กได้เรียนรู้ ได้มีประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมโดยเฉพาะจากแม่ ยังอาจทำให้มีวงจรประสาทใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้อีกด้วย
          จะเห็นได้ว่าพัฒนาการของสมอง  เป็นผลของการประสมประสานการทำงานระหว่างพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมซึ่งรวมถึงการเลี้ยงดูด้วย  ซึ่งระยะก่อนคลอด  พันธุกรรมจะมีบทบาทมากกว่า แต่เมื่อหลังคลอดสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูจะมีบทบาทมากขึ้น  โดยเฉพาะสารอาหารสำคัญและวิเศษสุดที่ลูกได้รับจากนมแม่ มีตั้งแต่
          1. ความเหมาะสมทั้งปริมาณและคุณภาพ  และการย่อยง่าย  
          2. มีสารจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมอง นอกจากกรดอะมิโน taurine,  carnitine
กรดไขมัน arachidonic acid (AA หรือ ARA) และ docosahexaenoic acid (DHA) ซึ่งเพิ่งถูกนำมาเติมในนมผสมแล้ว ยังมีสารสำคัญต่อพัฒนาการของสมองที่ยังไม่มีในนมผสมคือ nerve growth factor ฮอร์โมน และเอนไซม์แทบทุกชนิดที่ร่างกายต้องการนำมาใช้ในการพัฒนาสมองอย่างครบถ้วนด้วย
          3. มีสารต่อสู้เชื้อโรค ซึ่งมีอยู่ในนมแม่หลายชนิด  สามารถทำงานเสริมฤทธิ์ต่อสู้กับเชื้อได้
มากมาย  ทำให้การเจริญเติบโตของร่างกายและสมองไม่หยุดชะงักจากการติดเชื้อ
          นอกจากนมแม่จะมีคุณประโยชน์มากมายแล้ว  ยังสร้างสัมผัสรักจากแม่ ส่งผ่านไปยังภาษากายอย่างการโอบอุ้ม การโต้ตอบระหว่างแม่และลูก เป็นพื้นฐานสำคัญของกระบวนการเรียนรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้า  ขณะให้นมลูก ลูกจะสบตาแม่ เป็นการสื่อสารที่ถ่ายทอดผ่านการมองเห็น การสัมผัสผิวแม่ผ่านมือเล็กๆ  ขณะที่ลิ้นของลูกก็รับรสน้ำนมแม่ ให้ความรู้สึกสบายและผ่อนคลาย ส่วนหูของลูกได้ยินเสียงที่กำลังเกิดขึ้นรอบตัว ดังนั้นประสาทสัมผัสทุกส่วนของลูกจะถูกกระตุ้นให้เกิดการทำงานด้วยความรู้สึกดีๆ ที่แม่ได้ถ่ายทอดสู่ลูก  
          ฉะนั้นการที่แม่อยู่กับลูกตลอดเวลา จึงมีความสำคัญและจำเป็นเนื่องจาก แม่จะเป็นผู้ที่กระตุ้นให้วงจรประสาทในสมองของลูกทำงานได้เต็มที่และต่อเนื่อง  ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง ทำให้ลูกมีความฉลาดทางปัญญา (Intelligence Quotient - I.Q.) สูง   นอกจากนี้แม่ยังเป็นผู้วางรากฐานสุขภาพจิตที่ดีให้แก่ลูก เพราะแม่และลูกที่ได้สัมผัสและอยู่ด้วยกันตั้งแต่ภายในครึ่งชั่วโมงหลังคลอดตามบันไดสิบขั้นสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะทำให้ลูกมีภาวะจิตใจที่มั่นคง  อีกทั้งแม่ยังเป็นผู้วางรากฐานให้ลูกมีความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Quotient - E.Q.) วุฒิทางคุณธรรม/ศีลธรรม (Moral Quotient - M.Q.) และความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค (Adversity Quotient - A.Q.)
          นับว่าแม่เป็นคนแรกที่มีบทบาทสำคัญในชีวิต  ที่วางรากฐานให้ลูกเติบโตขึ้นมาอย่างสมบูรณ์และมีคุณภาพ