รวมพลังรับมือ...ไข้หวัดนก

รวมพลังรับมือ...ไข้หวัดนก

ศ.นพ.ประเสริฐ  เอื้อวรากุล
ภาควิชาจุลชีววิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
 

          จากสถานการณ์ปัจจุบันโรคไข้หวัดนกได้กลับมาเกิดขึ้นอีกในบ้านเรา  ทั้งที่จังหวัดนครสวรรค์  พิจิตร  และอาจจะขยายวงกว้างออกไปหากไม่ช่วยกันแก้ไขและเอาใจใส่เป็นพิเศษ                           
          โรคไข้หวัดนก เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่  influenza viruses พบในสัตว์ปีกเช่น เป็ด ไก่ และ นก ดังนั้นจึงเรียกโรคไข้หวัดนกว่า avian influenza หรือ bird flu ในประเทศไทยได้เกิดการระบาดครั้งแรกเมื่อปี 2547  ทำให้มีสัตว์ปีกป่วยตายจำนวนมาก ซึ่งสายพันธุ์ที่สร้างก่อให้เกิดการระบาดนี้ เชื้อไวรัส Influenza A   H5N1 ซึ่งเป็นไวรัสที่มีความรุนแรงสูงถึงขั้นเสียชีวิตในสัตว์หลายชนิดรวมทั้งคน การระบาดในประเทศไทยเกิดขึ้นเป็นระลอกหลายรอบ โดยการระบาดส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ถึงแม้ว่าหลังปี 2549 เป็นต้นมา ขนาดของการระบาดในประเทศไทยจะเล็กลงมาก แต่เชื้อไวรัสชนิดนี้ก็ยังไม่หมดไปจากประเทศไทย และมีโอกาสเกิดการระบาดรุนแรงขึ้นใหม่ได้เสมอหากมาตรการป้องกันย่อหย่อนลง
          จากรายงานปัจจุบัน  พบว่า H5N1 เป็นเชื้อที่สามารถติดต่อจากสัตว์ปีกสู่สัตว์ปีกและสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดได้ รวมทั้งสามารถติดต่อจากสัตว์ปีกสู่คน  แต่การติดต่อจากคนสู่คนนั้นแม้สามารถเกิดได้แต่มีประสิทธิภาพต่ำมาก  แต่จากสมมติฐานเชื้อนี้อาจกลายพันธุ์แล้วสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากเชื้อ H5N1เกิดกลายพันธุ์ในลักษณะดังกล่าวก็จะทำให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก เพราะไม่เคยมีใครมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อนี้มาก่อน คนอาจจะตายหลายล้านคนเหมือนไก่   ซึ่งการป้องกันการแพร่ระบาดในคนทำยากกว่ามาก เพราะเราไม่สามารถเอาคนที่สัมผัสโรคมาทำลายเหมือนไก่ได้  เพราะฉะนั้นเราต้องป้องกันไว้ก่อนโดยไม่สัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตาย  เนื่องจากเชื้อที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และมูลของสัตว์ป่วยอาจติดมากับมือและเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุของจมูกและตา  จะทำให้เกิดโรคคล้ายไข้หวัดใหญ่  ระยะฟักตัวโดยทั่วไปจะกินเวลาประมาณ 7 วัน แต่ในหลายกรณีอาจสั้นเพียง 2-5 วันก็ได้ ผู้ที่ติดเชื้อส่วนใหญ่จะมีอาการรุนแรงเกิดปอดอักเสบและมีโอกาสเสียชีวิตสูง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าอาจมีผู้ติดเชื้อบางรายที่มีอาการไม่รุนแรง 


          ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนกที่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในประเทศไทย แต่ได้มีการทดสอบวัคซีนหลายชนิดแล้วในคน  ซึ่งพบว่าได้ผลดี  วัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดนกได้ อย่างไรก็ตามมีข้อแนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ให้กับกลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดนก เช่น ผู้มีอาชีพเกี่ยวข้องกับสัตว์ปีก ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยไข้หวัดนก ทั้งนี้เนื่องจากหากมีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนกในคนคนเดียวกัน จะมีโอกาสทำให้เชื้อสองชนิด คือเชื้อไข้หวัดใหญ่และเชื้อไข้หวัดนกมีการแลกเปลี่ยนสารพันธุกรรมระหว่างกัน และอาจทำให้เกิดไวรัสลูกผสมที่ก่อโรครุนแรงและติดต่อจากคนไปคนได้ดี ซึ่งจะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ได้ การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดนกจึงช่วยลดความเสี่ยงนี้
          สำหรับโรงพยาบาลศิริราชได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคไข้หวัดนก  โดยกำหนดมาตรการรองรับและเฝ้าระวัง  ตั้งแต่การจัดสถานที่ตรวจ หอพักผู้ป่วยเฉพาะ พร้อมให้ความรู้แก่แพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง  กรณีผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัยจะได้รับเชื้อไข้หวัดนก  โรงพยาบาลศิริราชได้กำหนดแนวทางในการคัดกรองดังนี้
          1. มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปทราบว่ามีช่องทางพิเศษในการบริการตรวจผู้สงสัยและประชาสัมพันธ์ไปตามสถานที่ต่างๆ ภายในโรงพยาบาลพร้อมจัดเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้คำแนะนำ    ตึกตรวจโรค
          2. กำหนดให้มีพยาบาลซักประวัติผู้ป่วยเบื้องต้น และให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัย แล้วส่งไปยังห้องคัดกรอง
          3. ห้องคัดกรอง  จะมีพยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อ ซักประวัติและวัดอุณหภูมิผู้ป่วย  หากพบว่าไม่มีเกณฑ์เกี่ยวข้องจะส่งผู้ป่วยไปห้องตรวจรักษาตามปกติ  แต่ถ้าพบว่ามีเกณฑ์เกี่ยวข้องแม้เพียงข้อเดียว จะแจ้งแพทย์ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลผู้ป่วย  โดยแพทย์จะประสานงานส่งตรวจเพื่อรับการวินิจฉัย อาทิ  ตรวจเลือด   เอกซเรย์ปอด  และ ตรวจหาเชื้อไวรัสจากตัวอย่างตรวจที่เก็บจากทางเดินหายใจ ฯลฯ ตามแผนการรักษาของแพทย์ 
          4.จัดเตรียมหอผู้ป่วยพร้อมรับสำหรับผู้ที่สงสัยเป็นไข้หวัดนก และมีระบบการรายงานต่อสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข
          ในส่วนของยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดนก มีเพียง 2 – 3 ชนิด เท่านั้น สำหรับประเทศไทย เราใช้ oseltamivir ซึ่งเป็นยาที่ใช้กิน และต้องให้ยาในระยะแรกของโรคจึงจะได้ผลดี     
          อย่างไรก็ตาม หากท่านพบเห็นผู้ใดมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ตาแดง อ่อนเพลียปวดเมื่อยตามตัว  เจ็บคอ  ไอ หอบเหนื่อย  หายใจลำบาก ร่วมกับประวัติสัมผัสสัตว์ปีก ขอให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที ส่วนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก หากสัตว์ปีกที่เลี้ยงไว้หรือบริเวณใกล้เคียงตายมากผิดปกติ  รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือปศุสัตว์จังหวัดทันทีและหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ที่ป่วยหรือตายด้วยมือเปล่า    ส่วนแนวทางปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัวควรใช้ความร้อนในการหุงต้ม จะสามารถทำลายเชื้อได้หมดสิ้น