ความรู้เรื่องยา (ตอนที่ 1)

ความรู้เรื่องยา (ตอนที่ 1)

 

พญ.วีรวดี จันทรนิภาพงศ์

                                                          ภาควิชาเภสัชวิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

            เด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็ก เนื่องจากเด็กจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น การเจริญเติบโตและมีการเปลี่ยนแปลงของสารต่างๆในร่างกาย เช่น สารที่ใช้ในการทำปฏิกิริยา หรือสารที่ใช้ทำลายยา นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กในวัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทารกแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนดหรือคลอดครบกำหนด เด็กเล็ก เด็กโต และวัยรุ่น ยังมีความแตกต่างของในทำงานด้านต่างๆของร่างกายอีกด้วย  ดังนั้นการใช้ยาในเด็กต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น โดยมี

 

ข้อแตกต่างจากผู้ใหญ่บ้าง ดังนี้

1. การเลือกยา

1.1 ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเมื่อต้องการใช้ยา และไม่ควรใช้ยาโดยไม่จำเป็น หากหลีกเลี่ยงได้   ควรหลีกเลี่ยง เพราะโรคบางโรคสามารถปล่อยให้อาการทุเลาเองได้ เช่น หวัด แต่บางโรคไม่สามารถหายเองได้จึงควรใช้ยาตามแพทย์สั่งโดยเคร่งครัด

1.2  ควรตรวจภาชนะบรรจุยาว่าไม่มีรอยเปิด อ่านฉลากยาอย่างละเอียดก่อนใช้ยา ดูวันหมดอายุของยา ยาทุกชนิดทั้งยาเม็ด ยาน้ำ และยาใช้ภายนอก จะมีอายุการใช้ยาระบุไว้โดยดูจากวันหมดอายุ (Exp.) หรือถ้าบอกวันผลิต (Mfg.) ยาเม็ดจะมีอายุประมาณ 5 ปี ยาน้ำประมาณ     3 ปี และยาใช้ภายนอกประมาณ 5 ปี นับจากวันผลิต ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับสถานที่เก็บยาด้วย    ถ้าเก็บในที่ชื้น หรือมีแสงแดดอายุของยาจะสั้นลง  และยาน้ำเมื่อเปิดใช้แล้ว ให้สังเกตลักษณะของยาเมื่อเริ่มใช้ว่าสี กลิ่น รสเป็นอย่างไร เพราะการเปิดขวดจะทำให้ความคงตัวของยาลดลง ดังนั้นจะไม่สามารถระบุอายุของยาได้ ให้สังเกตจากสี กลิ่น รส และตะกอน   ถ้าเปลี่ยนไป จากเดิมแสดงว่ายาเสื่อมสภาพ ไม่ควรนำมารับประทานเพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายได้

 

2. ขนาดยา 

2.1  ไม่ควรกะขนาดยาที่ให้จากการดูขนาดตัวของเด็ก หรือลดขนาดยาของผู้ใหญ่ลงครึ่งหนื่งเพื่อใช้ในเด็ก ควรจะคำนวณตามน้ำหนักตัว หรือพื้นที่ผิวกาย เว้นแต่กรณีที่เด็กนั้นอ้วน หรือผอมเกินไปอาจต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อให้เด็กนั้นได้รับขนาดยาที่เหมาะสม 

         2.2  แม้ว่าเด็กจะดูป่วยมากก็ไม่ควรเพิ่มขนาดยานอกเหนือจากที่แนะนำ

2.3  ใช้อุปกรณ์มาตรฐานในการตวงยาให้เด็ก ไม่ควรใช้ช้อนกินข้าวหรือช้อนชงกาแฟที่ใช้ในครัวเพราะจะทำให้ได้ปริมาณยาที่ไม่ถูกต้อง ขนาดมาตรฐานในการตวงยาที่ใช้กันอย่าง แพร่หลายคือ 1 ช้อนชา เท่ากับ 5 มิลลิลิตร และ 1 ช้อนโต๊ะ เท่ากับ 15 มิลลิลิตร ซึ่งการใช้ช้อนตวงอาจมีประโยชน์ในเด็กที่ค่อนข้างโตเนื่องจากยอมอ้าปากกินยา ในกรณีเด็กเล็กอาจใช้กระบอกฉีดยาซึ่งมีขีดบอกเป็นมิลลิลิตร จะได้ตวงยาในขนาดน้อยๆ ได้ และให้ยาโดยค่อยๆ ฉีดยาลงไประหว่างลิ้นกับกระพุ้งแก้มของเด็กจะช่วยทำให้กลืนได้ง่าย หลีกเลี่ยงการฉีดยาลงที่คอหอยเนื่องจากจะกระตุ้นการอาเจียน ทำให้เด็กขย้อนหรือสำลักได้

2.4  ถ้ารสชาติของยาทำให้เด็กไม่ยอมกลืน ลองเติมน้ำเชื่อมหรือน้ำผลไม้ปริมาณเล็กน้อยผสมในอุปกรณ์ตวงยาเพื่อกลบรสยา แต่ไม่ควรผสมยาลงไปในขวดนมเพื่อให้เด็กได้รับยาจากการ  ดูดนม เนื่องจากอาจมีผลทำให้ตัวยาถูกดูดซึมไม่ดี และถ้าเด็กดูดนมไม่หมดจะทำให้เด็ก ได้รับยาไม่ครบตามจำนวนที่ควรจะเป็น นอกจากนั้นยาบางชนิดอาจทำให้รสชาติของนม   เสียไป อาจส่งผลให้เด็กไม่อยากกินนมอีก  และไม่ควรให้ยาพร้อมกับอาหารที่จำเป็นต่อเด็ก เพราะจะทำให้เด็กปฏิเสธอาหารเหล่านั้นในภายหลัง

            2.5  ถ้าให้ยาหลายชนิด ต้องระวังว่ายาที่ให้นั้นมีส่วนประกอบที่เป็นยาตัวเดียวกันอยู่ เนื่องจากอาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ได้ตั้งใจได้

 

3. ข้อแนะนำอื่นๆ

3.1  ไม่ควรให้เด็กกินยาเองตามลำพัง ควรอยู่ในความดูแลของพ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง

3.2  เก็บยาในตู้ยา หรือที่ที่เหมาะสม ที่เด็กจะไม่สามารถเข้าถึงยาได้

3.3  ยาน้ำควรเขย่าก่อนรินยาและการเทยาควรให้ฉลากยาอยู่ด้านบนเพื่อป้องกันไม่ให้ยาไหลเปื้อนฉลาก ทำให้ฉลากลบเลือน

3.4  ไม่ควรเรียกยาว่าเป็น “ขนม” แม้ว่าอาจทำให้เด็กกินยาได้ง่ายเพราะเด็กอาจเข้าใจผิดและหยิบกินเองจนเกิดอันตรายได้