สิวเสี้ยน ตอนที่ 1

สิวเสี้ยน ตอนที่ 1

รศ.นพ. ปารยะ   อาศนะเสน
สาขาวิชาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            สิวเสี้ยน (Trichostasis Spinulosa) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ตั้งแต่วัยรุ่น วัยกลางคน จนถึงวัยสูงอายุก็พบได้   สิวเสี้ยนเกิดจากความผิดปกติของต่อมรูขน (pilosebaceous follicles) โดยมีลักษณะคล้ายสิวอุดตันหัวดำ (black comedone) และมีกระจุกขนเล็กๆหลายเส้น ( vellous telogen hair ) แทรกอยู่ในหัวสิวอุดตันนั้นด้วย   มีลักษณะเป็นจุดดำๆ เล็กๆ ตามใบหน้า หรือมีหนามแหลมๆ ยื่นออกมาทางรูขุมขนจำนวนมาก   มักพบบริเวณปลายจมูก  หน้าผาก  ข้างแก้ม  บริเวณคาง  คอด้านหลัง  ไหล่  หรือที่หลังบริเวณกระดูกสะบัก   สิวเสี้ยน ในความหมายนี้คือกระจุกของเส้นขนอ่อนเล็กๆ หลายสิบเส้น และเซลผิวหนังที่ตายแล้ว (keratin) อุดตันอยู่ในรูขุมขน  ไม่ยอมผลัดร่วงไปตามปกติ  อีกความหมายหนึ่งของสิวเสี้ยนนั้น ผู้ป่วยใช้ในความหมายของก้อนไขมันอุดตันที่เรียกว่า คอมีโดน (comedone) ปกติท่อต่อมไขมันและรูเปิดของรูขุมขนจะเชื่อมต่อกัน  เมื่อต่อมไขมันผลิตไขมันแล้ว ไขมัน (sebum) นี้ จะออกมาตามรูขุมขนเพื่อทำหน้าที่ฉาบเคลือบผิวหนังด้านนอกให้มีความชุ่มชื้น ไม่แห้ง  บางครั้งต่อมไขมัน ผลิตไขมันมากเกินไป ทำให้ไขมันหลั่งออกมาไม่ทัน เกิดเป็นก้อนอุดตันขึ้นมาในท่อรูขุมขน เรียกว่า ก้อนไขมันอุดตัน หรือคอมีโดน นั่นเอง   บางครั้งก้อนไขมันอุดตันไม่มีรูเปิด ทำให้เห็นเป็นสิวหัวขาวฝังอยู่ในผิวหนัง
            สิวเสี้ยนที่จะกล่าวต่อไปนี้ คือสิวเสี้ยนในความหมายแรก สิวเสี้ยนหรือขนอุดตันเหล่านี้ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด และไม่มีความสัมพันธ์กับโรคอื่น นอกจากเป็นปัญหาในด้านความสวยงาม คือก่อให้เกิดความรำคาญเท่านั้น
 
สิวเสี้ยนเกิดได้อย่างไร
            กลไกการเกิดของสิวเสี้ยน ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจากการสร้างเซลล์ขนมากผิดปกติ  โดยมักจะเกิดบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก  ดังนั้นผู้ที่มีผิวมันหรือบางบริเวณของผิวหนังที่มันมักจะเกิดสิวเสี้ยนได้ง่าย  การเกิดสิวเสี้ยน มักจะเริ่มจาก มีการอุดตันเกิดขึ้นที่ท่อของต่อมไขมัน หรือต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ มีการผลิตไขมันออกมาสู่ผิวจำนวนมาก จึงเกิดการอุดตันในรูขุมขน คล้ายคลึงกับสิวที่เกิดตามธรรมชาติ และไขมันที่ถูกสร้างขึ้นนั้นจะรวมตัวกับเซลล์ชั้นขี้ไคลจากผนังท่อ กลายเป็นก้อนที่เรียกว่า คอมีโดน  ลักษณะสำคัญของสิวเสี้ยน ที่ต่างจากสิวธรรมดา คือ นอกจากจะมีการอุดตันของไขมัน หรือคอมีโดน เป็นก้อนขาวๆแล้ว ยังมีขนที่คุดคู้อยู่ข้างในด้วย  คือในรูขุมขนแทนที่จะมีขนเพียง 1 เส้น แต่กลับมีขนอ่อนเส้นเล็กๆหลายเส้นอัดกันแน่น รวมตัวกับเซลล์ชั้นขี้ไคล และถูกห่อหุ้มด้วยผนังท่อต่อมไขมัน เกิดการอุดตัน และทำให้การหลุดร่วงของเส้นขนเล็กๆนั้นไม่เป็นไปตามปรกติคือหลุดออกได้ยากกว่าปกติ  ถ้าลองบีบดูจะเห็นเป็นเส้นสีขาวเหมือนตัวหนอน และหากส่องด้วยแว่นขยาย จะเห็นขนอ่อนจำนวนมาก ประมาณ 6-50 เส้น    ทำให้นอกจากมีลักษณะเป็นจุดดำๆ แล้ว ยังมีหนามแหลมๆ ยื่นออกมา  มองเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะเวลาใช้มือคลำจะรู้สึกสะดุดเป็นหนาม 

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดสิวเสี้ยน
            1. ฮอร์โมนเพศในร่างกาย ซึ่งมีผลกระตุ้นต่อมไขมัน ให้ทำงานมากขึ้น ผลิตไขมันออกมามาก อาจทำให้เกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น
            2. การรบกวนผิวมากๆ เช่น การเช็ดถูหน้าแรงๆ, การขัดหรือนวดหน้า ซึ่งอาจรบกวนรูขุมขน หรือต่อมไขมัน ทำให้รูขุมขน หรือรากขนนั้นแตก  ขนจึงมีโอกาสที่จะคุดอยู่ข้างในได้
 
การรักษา
1.  การทายารักษาสิวเสี้ยน
            1.1) ใช้กรดวิตะมินเอ (retinoic acid) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยละลายการอุดตันของต่อมไขมัน ลดการเกาะตัวของเซลล์ผิวหนัง  ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณรูขุมขน จึงป้องกันการเกิดสิวเสี้ยนใหม่ และทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกได้ง่าย  ข้อควรระวังคือ กรดวิตะมินเอ ทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนังได้ง่าย อาจทำให้ผิวแห้ง แสบและลอก และหน้าแดงได้ จึงควรทากรดวิตะมินเอ เฉพาะบริเวณจมูก หน้าผาก หรือคางที่มีสิวเสี้ยน  วันละครั้งก่อนนอน  หลีกเลี่ยงการทาบริเวณรอบดวงตา รอบจมูก หรือรอบปากซึ่งผิวหนังบริเวณดังกล่าวนี้บางกว่าบริเวณอื่น  ส่วนใหญ่ควรทากรดวิตะมินเอ อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อน  ถ้าสิวเสี้ยนไม่หลุดออกมาเอง อาจกดออก  โดยมากมักจะเริ่มเห็นผลว่าสิวเสี้ยนมีปริมาณลดลง เมื่อใช้ยาชนิดนี้นาน 3-4 เดือน  บางรายอาจทำให้มีสิวมากขึ้นในช่วง 3-4 สัปดาห์แรกของการใช้ยาได้ และควรใช้ครีมกันแดดทาทั่วหน้าในตอนเช้า เพราะการทากรดวิตะมินเอนั้น อาจทำให้ผิวหน้าไวกว่าปกติ  หากโดนแสงแดดอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองของผิวหน้าได้

            1.2) ใช้ยาทากลุ่มเบนซิลเปอร์ออกไซด์ ( benzoyl peroxide) โดยใช้ทาทั่วหน้าก่อนล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง คือตอนเช้าและเย็น หรือก่อนนอน  แล้วทิ้งไว้ 5 -10 นาที หรืออาจทิ้งไว้นานกว่านี้ได้ ถ้าผู้ใช้มีผิวมัน และรับยาได้ดี แล้วจึงล้างหน้าออกด้วยน้ำสะอาด ยานี้ออกฤทธิ์โดยลดปริมาณไขมันที่ผิวหนัง และช่วยละลายสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขน จึงลดการอุดตันของต่อมไขมันได้  แต่อาจทำให้หน้าแดง  แสบ  แห้งเป็นขุยได้  เริ่มต้นควรใช้ขนาดความเข้มข้นต่ำก่อน เมื่อผิวหนังเริ่มชินกับยา จึงเพิ่มระยะเวลาให้ยาสัมผัสผิวนานขึ้น และเพิ่มความเข้มข้นของยาได้
ไขมันที่อุดตันมักถูกละลายโดยยาทาทั้ง 2 ชนิดนี้ แต่ขนที่คุดเป็นเส้นดำๆ อยู่ใต้ผิวนั้นมักจะไม่ยอมหลุด อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วยเช่น การกดออก   ยาทาทั้ง 2 ชนิดนี้อาจก่อให้เกิดผลแทรกซ้อนได้   จึงควรใช้ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงชนิดเดียวก่อนก็ได้  ถ้าไม่ได้ผล อาจให้ใช้ยา 2 ชนิดร่วมกัน

- มีต่อตอนที่ 2-