อาการไม่สบายตอนท้อง…..เป็นอันตรายไหม?

อาการไม่สบายตอนท้อง…..เป็นอันตรายไหม?

รองศาสตราจารย์นายแพทย์วิทยา ถิฐาพันธ์
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา  คณะแพทยศาสตรืศิริราชพยาบาล
Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

            เมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น  คุณแม่อาจจะมีอาการผิดแปลกไปจากเดิมได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นอาการกินไม่ได้ เหนื่อยง่าย เวียนศีรษะและอีกสารพัดอาการ คุณแม่หลายคนโดยเฉพาะคนที่เพิ่งจะท้องครั้งแรกก็อาจจะกังวลว่าจะเป็นอันตรายอะไรหรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำให้ลูกไม่แข็งแรงหรือเปล่า คำถามเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ส่วนมากก็มักจะซ้ำๆ กัน ผมจึงอยากเล่าให้ฟัง ณ ที่นี้เกี่ยวกับอาการไม่สบายที่พบได้บ่อยๆในคนท้องว่ามันเป็นอย่างไรกัน
 
แพ้ท้อง
            แพ้ท้อง เป็นอาการสำคัญของคนท้องที่ผู้หญิงส่วนมากรู้จักกันดี  สมัยก่อนเวลาจะดูว่าผู้หญิงคนไหนท้องหรือเปล่าก็โดยการสังเกตว่าอยู่ๆก็มีอาการคลื่นไส้อาเจียนเกิดขึ้นหรือไม่  ถ้ามีให้สงสัยว่าท้องไว้ก่อนเลยทำไมคนเราถึงต้องแพ้ท้องยังบอกยาก แต่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นกลไกบางอย่างของร่างกายคุณแม่ที่ไม่อยากให้กินอะไรเข้าไปมากเพราะกลัวว่าอาจจะมีสิ่งที่เป็นพิษต่อลูกในครรภ์ได้ ที่เชื่อเช่นนี้เพราะพบว่าอาการแพ้ท้องมักจะเกิดขึ้นในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกน้อยกำลังมีการสร้างอวัยวะต่างๆอย่างมากมาย
            อาการแพ้ท้องอาจมีได้ตั้งแต่แพ้เล็กน้อยจนกระทั้งแพ้มากก็ได้ รายที่มีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น คลื่นไส้ ผะอืดผะอมแต่ยังพอรับประทานได้ ก็ควรรับประทานอาหารที่ย่อยง่าย มีสารอาหารที่มีคุณค่า อาจเป็นน้ำผลไม้สด กับขนมปังกรอบ หรือน้ำขิง หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง นอกจากนี้อาจรับประทานยาบรรเทาอาการอาเจียนร่วมด้วย แต่ถ้ามีอาการแพ้ท้องรุนแรงมาก จนรับประทานอะไรไม่ได้ เพลียมาก น้ำหนักลด บางคนแพ้จนโทรม ตาลึกโบ๋ อย่างนี้ต้องรีบไปหาหมอเพราะอาจต้องรับไว้ในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ มิฉะนั้นคุณแม่อาจแย่ได้
 
เส้นเลือดขอด
            เมื่ออายุครรภ์มากขึ้น มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจะไปกดทับหลอดเลือดดำใหญ่ภายในช่องท้อง  เป็นผลให้ความดันในหลอดเลือดสูงขึ้น  ส่งผลให้หลอดเลือดเล็กๆ บริเวณโคนขา  น่อง  เท้า  ฯลฯ  โป่งพองขึ้น โดยปกติภาวะนี้ไม่มีอันตรายร้ายแรงใดๆ  และจะหายได้เองภายหลังคลอด จะมีคุณแม่บางรายเท่านั้นที่อาจจะเป็นเส้นเลือดขอดอยู่ก่อนตั้งครรภ์ เวลาท้องก็จะยิ่งทำให้เส้นเลือดขอดรุนแรงขึ้น บางคนเห็นหลอดเลือดปูดออกมาสีเขียวๆคล้ายตัวหนอนดูน่ากลัวก็มีครับ  คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ควรป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอดโดยการหลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งห้อยเท้านานๆ  เวลานอนก็ควรหาหมอนมาหนุนให้เท้าสูงขึ้นกว่าปกติ  ถ้าหลีกเลี่ยงการยืนหรือเดินนานไม่ได้ก็ควรใช้ผ้าพันแผลชนิดยืดพันรอบจากเท้ามาถึงใต้หัวเข่าหรือ โคนขาจะช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดขอดเป็นมากขึ้น
 
ริดสีดวงทวาร
            ความจริงริดสีดวงทวารก็คือหลอดเลือดดำที่อยู่บริเวณทวารหนักนั่นเอง ซึ่งหลอดเลือดดำบริเวณนี้จะมีลักษณะพิเศษก็คือจะรวมกันเป็นกระจุก เวลาคุณแม่มีการตั้งครรภ์ มดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะกดหลอดเลือดดำใหญ่ในช่องท้องทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดีและมาคั่งอยู่ที่หลอดเลือดบริเวณก้น ทำให้กระจุกเลือดนี้ปูดออกมาเป็นก้อน เวลาถ่ายอุจจาระไปโดนจะทำให้เจ็บได้ ยิ่งบางคนท้องผูกหรืออุจจาระแข็ง ต้องเบ่งถ่ายเป็นเวลานาน อุจจาระอาจไปครูดกับริดสีดวงทำให้หลอดเลือดฉีกขาดเวลาถ่ายจึงมีเลือดสดปนออกมากับอุจจาระ  คุณแม่ที่มีริดสีดวงทวารหนักขณะตั้งครรภ์ควรรับประทานผัก  ผลไม้  และน้ำให้มากๆ  ขับถ่ายให้เป็นเวลา  อาจขอยาจากคุณหมอเพื่อช่วยบรรเทาอาการเป็นครั้งคราวได้  หลังคลอดอาการเหล่านี้จะหายไปได้เอง
 
แน่นท้อง
            ในระหว่างการตั้งครรภ์ ระบบการย่อยอาหารจะทำงานช้าลง เวลารับประทานอาหารเข้าไปคุณแม่จึงรู้สึกอึดอัดและแน่นท้องได้ง่าย วิธีแก้ไขทำได้โดยเปลี่ยนเป็นรับประทานอาหารที่ย่อยง่ายๆ และทานครั้งละน้อยๆแต่บ่อยมื้อขึ้น อาการก็จะดีขึ้น ถ้าใครยังขืนทานมากเหมือนเดิมอาจจะจุกอกตายก็ได้นะครับ
 
อยากรับประทานของแปลกๆ
            เมื่อมีการตั้งครรภ์ คุณแม่บางคนอาจจะอยากรับประทานอะไรแปลกก็มี ซึ่งบางอย่างก็เป็นอาหารนี่แหละ เช่น อาหารรสเปรี้ยวจัด หวานจัดๆ แต่บางอย่างก็ไม่ใช่อาหารก็มี เช่น บางรายอยากรับประทานดินสอพอง อาการดังกล่าวเป็นผลมาจากฮอร์โมนที่สร้างจากการตั้งครรภ์ ก่อนจะรับประทานอะไรเข้าไปก็ลองพิจารณาดูให้ดีก่อนนะครับว่าจะเป็นอันตรายอะไรหรือเปล่า
 
ตกขาว
            ในขณะไม่ตั้งครรภ์ผู้หญิงทุกคนก็จะมีตกขาวเพื่อหล่อลื่นช่องคลอดอยู่แล้ว  แต่เมื่อมีการตั้งครรภ์ก็จะยิ่งมีตกขาวมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์  การมีตกขาวมากในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์เป็นเรื่องปกติครับ และจะหายไปเองหลังคลอด  อย่างไรก็ตาม  ถ้าตกขาวดังกล่าวมีปริมาณมากร่วมกับมีอาการบางอย่าง เช่น  คันช่องคลอด  หรือปวดในช่องคลอด อย่างนี้ไม่น่าจะปกติและควรรีบไปพบคุณหมอ เพราะอาจมีการติดเชื้อในช่องคลอดโดยเฉพาะเชื้อราได้
 
เหนื่อยง่าย  ง่วงนอน
            เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศในช่วงตั้งครรภ์ร่วมกับท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ   จะทำให้คุณแม่รู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติและง่วงนอนบ่อย  คุณแม่จึงควรพักผ่อนให้มากกว่าปกติ  ถ้าสามารถนอนกลางวันหลังรับประทานอาหารได้  จะช่วยให้คุณแม่อาการดีขึ้นได้

            อาการต่างๆที่เล่ามาข้างต้นสามารถพบได้ในคุณแม่ที่ตั้งท้องส่วนมาก ส่วนอาการจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับคุณแม่แต่ละคนครับ บางคนก็เป็นมากบางคนก็เป็นน้อย  อาการต่างๆเหล่านี้มักจะหายไปได้เองภายหลังคลอดไปแล้ว คุณแม่จึงไม่ควรจะกังวลมากเกินไป อย่างไรก็ตามถ้าไม่แน่ใจหรือไม่สบายใจว่าอาการเหล่านี้จะเป็นอันตรายหรือไม่ ก็ควรที่จะปรึกษากับคุณหมอที่ดูแลคุณแม่อยู่นะครับ